อาหารลดน้ำหนักมื้อเช้า

สำหรับมื้อเช้าจัดเป็นมื้ออาหารที่ไม่ควรละเลยอย่างยิ่ง เพราะเป็นช่วงที่สมองของเราต้องเริ่มต้นใช้งาน ซึ่งการรับประทานอาหารในมื้อเช้านี้นอกจากจะช่วยให้ร่างกายมีเรี่ยวแรง สมองมีพลังในการบรรเจิดไอเดียต่างๆ แล้ว ยังช่วยให้ไม่อ้วนง่ายเมื่อเทียบกับคนที่ละเลยมื้อเช้า ด้วยความที่มื้อเช้ากับสภาวะสังคมในปัจจุบัน ที่ผู้คนต้องคอยรีบเร่งแข่งขันกันกับเวลาอยู่แทบจะตลอด 24 ชั่วโมง ทำให้หลายๆ คนมักหันไปเลือกรับประทานอาหารที่หาได้ง่ายและสะดวก อย่างอาหารขยะ หรือจังก์ฟู้ดทั้งหลาย ซึ่งนั่นเท่ากับเป็นการสะสมไขมันเข้าสู่ร่างกาย และพลังงานที่มากเกินกว่าที่ร่างกายต้องการ ดังนั้นอาหารลดน้ำหนักมื้อเช้าจึงควรเป็นอาหารที่ ทานไว ทานง่าย และให้พลังงานต่ำ (เพราะอีกไม่กี่ชั่วโมงก็ต้องทานอาหารเที่ยงแล้ว) เมนูมื้อเช้าแบบง่ายๆ โจ๊กหมู เรียกว่าหาซื้อรับประทานได้ง่าย แถมมีประโยชน์ครบถ้วน ต้มเลือดหมู เรียกว่าเป็นเมนูเพื่อสุขภาพอย่างแท้จริงที่มีสารอาหารครบถ้วน ขนมปัง+ไข่ดาว จัดเป็นเมนูที่ทำง่ายและสะดวกมากๆ แต่ควรเลือกแผ่นขนมปังโฮลวีทแทนขนมปังขาวธรรมดา เนื่องจากมีกากใยอาหาร และสารอาหารมากกว่า ซีเรียลผสมข้าวโอ๊ต หรือผลไม้ต่างๆ ก็เป็นอีกเมนูหนึ่งที่สามารถทำรับประทานได้ง่ายๆ โยเกิร์ตผสมผลไม้สด โดยควรเลือกเป็นโยเกิร์ตรสธรรมชาติ เนื่องจากมีปริมาณไขมันน้อยกว่าโยเกิร์ตรสผลไม้ แล้วใส่ผลไม้สดตามที่เราชอบลงไป ขนมครก แต่ต้องเลือกเจ้าที่ใส่แป้งน้อย น้ำมันน้อย ข้อดีคือขนมครกจะใช้การทำให้สุกโดยการปิ้ง(ไม่ได้ทอดเหมือนปาท่องโก๋) แกงจืด อาหารทานง่าย ซื้อไว้/ทำเองตั้วแต่ตอนเย็น ตอนเช้าก็นำมาอุ่นทานได้ทันที อกไก่อบ ถือว่าเน้นโปรตีน และหาทานง่าย (ใน 7-11 ก็มีอกไก่สำเร็จขาย) อกไก่ถือเป็นส่วนที่มีไขมันน้อยที่สุดของเนื้อไก่ ไข่ต้ม แนะนำการทานไข่ต้มในตอนเช้า และไม่ควรทานไข่ทอดอย่างยิ่ง บางคนอาจไม่ต้องการคอเรสเตอรอล สามารถเลือกทานเฉพาะไข่ขาวก็ได้ น้ำเต้าหู้ไม่ใส่น้ำตาล น้ำเต้าหู้ถือว่าช่วยให้อยู่ท้องมากกว่าการทานกาแฟ หากใครที่ทำงานสาย อีกไม่กี่ชั่วโมงก็ถึงมื้อเที่ยง น้ำเต้าหู้ถือเป็นตัวเลือกที่ดี เมนูมื้อเช้าที่ควรเลี่ยง อาหารประเภททอด ไม่ว่าจะเป็น หมูทอด ไก่ทอด ปาท่องโก๋ เต้าหู้ทอด ฯลฯ ขนมปังหวานควรเลี่ยง เช่น ขนมอบ เบเกอร์รี่ ขนมเค้ก ขนมจีบ ซาลาเปา หลายคนมักทานมื้อเช้าเป็นอาหารง่ายๆ ทานไวๆ เช่นกาแฟและขนมเค้ก หรืออาจจะเป็นน้ำเต้าหู้และปาท่องโก๋ ซึ่งเมนูเหล่านี้อุดมไปด้วยไขมันที่ส่งผลเสียต่อร่างกาย

ป่วยไทรอยด์ลดน้ำหนักยังไงดี 7 วิธีนี้สิช่วยให้ผอมอย่างปลอดภัย

          เป็นโรคไทรอยด์จนอ้วนขึ้น จะลดน้ำหนักยังไงให้กลับมาผอมเหมือนเดิม และไม่อันตรายต่อร่างกาย ไม่กระทบต่อโรคไทรอยด์ที่เป็นอยู่ ลองมาดูวิธีกัน ภาวะไฮโปไทรอยด์ หรือไทรอยด์แบบอ้วน เกิดจากการที่ต่อมไทรอยด์ทำงานน้อยลง จนกระทบต่อระบบเผาผลาญ ทำให้ผู้ป่วยโรคไฮโปไทรอยด์อ้วนขึ้น มีอาการหน้าบวม ตัวบวม ครั้นจะลดน้ำหนักก็ลองทำมานาน ทว่าน้ำหนักและความอ้วนกลับไม่ลดลงเลย ดังนั้นกระปุกดอทคอมเลยอยากเสนอวิธีลดน้ำหนักสำหรับผู้ป่วยไทรอยด์ ที่จะช่วยกู้ร่างเดิมกลับมาได้ และมีความปลอดภัยต่อร่างกายของผู้ป่วยด้วย ทว่าในขั้นแรก นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์ ศัลยแพทย์หัวใจหลอดเลือดและทรวงอก แนะนำว่า เราควรเคลียร์ร่างกายให้พร้อมก่อนจะเริ่มลดน้ำหนัก เนื่องจากปัจจัยหลาย ๆ อย่างของโรคไทรอยด์อาจทำให้ลดน้ำหนักไม่สำเร็จ ฉะนั้นหากคุณไม่อยากตกอยู่ในภาวะลดน้ำหนักแทบตาย แต่กลับไม่ผอมลงเลย ก็ควรต้องรู้ข้อต่อไปนี้ให้ชัด และทำความเข้าใจให้ดี – แยกสาเหตุของโรคไฮโปไทรอยด์ว่าเป็นชนิดใด โรคไฮโปไทรอยด์มีอยู่สองชนิดด้วยกัน คือไฮโปไทรอยด์ที่เกิดจากต่อมไทรอยด์ (Primary) และไฮโปไทรอยด์ที่เกิดจากสมอง (Secondary) โดยเราสามารถสังเกตและแยกชนิดได้ด้วยระดับฮอร์โมนกระตุ้นต่อมไทรอยด์ (TSH) ถ้าระดับฮอร์โมนสูงก็แสดงว่าเป็นไฮโปไทรอยด์ชนิดที่เกิดจากตัวต่อม สามารถปรับให้ระดับฮอร์โมนดังกล่าวเป็นปกติได้ด้วยยา ทว่าหากมีระดับฮอร์โมนต่ำ นั่นแสดงว่าไฮโปไทรอยด์เกิดจากสมอง อาจมีเนื้องอกใต้ต่อมสมอง ต้องอาศัย CT หรือ MRI สแกนอย่างละเอียดอีกรอบ เพราะหากไม่รักษาตรงจุดนี้ ภาวะไฮโปไทรอยด์ที่ทำให้อ้วนขึ้นก็คงไม่หายไปไหน – ระดับฮอร์โมนกระตุ้น เป็นปกติหรือยัง ก่อนจะลดความอ้วนให้เห็นผล เราควรต้องรักษาโรคไทรอยด์ให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ กล่าวคือ ควรได้รับการรักษาจนระดับฮอร์โมนกระตุ้น (TSH) กลับมาเป็นปกติ ไม่มีภาวะไฮโปไทรอยด์หลงเหลืออยู่ เพราะไม่เช่นนั้นการลดน้ำหนักด้วยวิธีใดก็คงไม่เห็นผล – เช็กการทำงานของเมตาบอลิซึม ในกรณีที่คนไข้คุมไฮโปไทรอยด์ได้แล้ว ก็ต้องมาเช็กต่อว่ามีภาวะโลหิตจางด้วยหรือไม่ เพราะการที่ระดับเม็ดเลือดต่ำ แปลว่าฮอร์โมนกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดยังต่ำอยู่ อันเนื่องมาจากการเผาผลาญของร่างกายยังทำงานได้ไม่ดี ร่างกายจึงไม่ต้องการออกซิเจนมาก เลยไม่สร้างเม็ดเลือดมาก ๆ ด้วย ซึ่งจุดนี้ก็ต้องให้แพทย์ตรวจหาสาเหตุให้ชัด ว่าทำไมระบบเมตาบอลิซึมถึงทำงานต่ำ ทั้ง ๆ ที่คุมไฮโปไทรอยด์ได้แล้ว – เช็กยาที่กินด้วย ยาบางชนิด เช่น Amiodarone และยาทางจิตเวชบางตัวมีผลต่อต้านไทรอยด์โดยตรง ซึ่งจะทำให้ไทรอยด์ผิดปกติได้ ดังนั้นหากคุณกินยาเหล่านี้อยู่ อาจต้องปรึกษาแพทย์เพื่อให้แพทย์เปลี่ยนยาให้ หรือปรึกษาแนวทางการลดน้ำหนักจากแพทย์โดยตรงอีกที เอาล่ะ…หากคุณผ่านข้อจำกัดต่าง ๆ ข้างต้นมาได้อย่างสวยงาม เรามาเริ่มลดน้ำหนักกันเลย วิธีลดน้ำหนักสำหรับผู้ป่วยไฮโปไทรอยด์ 1. หลีกเลี่ยงอาหารมีกลูเตน กลูเตนเป็นโปรตีนชนิดหนึ่งที่มีสารกอยโตรเจน (Goitrogens) ซึ่งเป็นสารยับยั้งการสังเคราะห์ไทรอยด์ฮอร์โมน คอยทำหน้าที่ยับยั้งการส่งผ่านไอโอดีน เป็นปัจจัยให้เกิดโรคคอพอกได้ ทั้งนี้โปรตีนกลูเตนจะพบได้ในข้าวสาลี ข้าวไรซ์ ข้าวบาร์เลย์ ดังนั้นจึงอาจพบกลูเตนได้ในเบเกอรี่ชนิดต่าง ๆ เค้ก พาย เนื้อปูเทียม หรือยังอาจพบกลูเตนได้ในปลากระป๋อง กะทิสำเร็จรูป น้ำมันหอย ซอสถั่วเหลือง และมัสตาร์ด ดังนั้นหากไม่อยากให้ต่อมไทรอยด์ผิดปกติจนนำมาสู่ภาวะอ้วนไม่เลิก ก็พยายามเลือกกินอาหารที่ปลอดกลูเตน อย่างอาหารที่ไม่ผ่านการแปรรูปใด ๆ เช่น ผักสด ผลไม้สด ปลา ไก่ เนื้อไร้ไขมัน ถั่วชนิดต่าง ๆ ข้าวกล้อง ผลิตภัณฑ์จากนมไขมันต่ำ ถั่วเปลือกแข็ง เมล็ดพืชต่าง ๆ และน้ำมันมะกอก 2. เพิ่มคาร์บเชิงซ้อน ลดคาร์บเชิงเดี่ยว คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนอย่างข้าวกล้อง โฮลเกรน โฮลวีท แป้งไม่ขัดสี เป็นกลุ่มอาหารลดน้ำหนักที่ช่วยทั้งคุมระดับน้ำตาลในเลือด ช่วยป้องกันร่างกายจากกลูเตน และยังช่วยเพิ่มไฟเบอร์ให้ร่างกาย กินน้อยแต่อิ่มนาน ระบบขับถ่ายก็ดี จึงเป็นทางเลือกในการลดความอ้วนของผู้ป่วยไฮโปไทรอยด์อย่างไม่ต้องสงสัย – คาร์โบไฮเดรตชนิดดี VS ไม่ดี เลือกกินอย่างไรให้หุ่นเฟิร์ม – ลดน้ำหนักทั้งที คาร์โบไฮเดรตเหล่านี้ช่วยคุณได้ – 7 คาร์โบไฮเดรตชนิดดี กินแบบนี้สิไม่อ้วน 3. กินอาหารช่วยต้านอาการอักเสบ ภาวะอาการอักเสบเป็นสิ่งที่ผู้ป่วยโรคไฮโปไทรอยด์จะได้เจอบ่อย ๆ เนื่องจากการทำงานของต่อมไทรอยด์ที่น้อยผิดปกติ ส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายลดน้อยลงด้วย จึงอาจทำให้เกิดอาการป่วย เพลียบ่อย ๆ หรืออาจเปิดโอกาสให้เกิดภาวะเนื้อเยื่ออักเสบ ก่อให้เกิดอาการตัวบวมได้ง่าย ดังนั้นผู้ป่วยไฮโปไทรอยด์ที่อยากลดน้ำหนัก ลดอาการตัวบวม ควรช่วยร่างกายด้วยการกินอาหารที่มีฤทธิ์ต้านอาการอักเสบ เพื่อลดภาระ ระบบภูมิคุ้มกันได้อีกทาง – 19 อาหารที่ลดอาการอักเสบ บรรเทาอาการได้ชะงัดไม่ง้อยา 4. กินน้อย ๆ แต่กินบ่อย ๆ ระบบเผาผลาญของผู้ป่วยไฮโปไทรอยด์จะทำงานได้ช้า ดังนั้นเราควรกระตุ้นด้วยการกินอาหารมื้อย่อย ๆ แต่กินให้บ่อยขึ้น โดยอาจแบ่งอาหารเป็นมื้อเล็ก ๆ 5-6 มื้อต่อวัน (3 มื้อหลัก และคั่นด้วยของว่างแคลอรีต่ำก่อนมื้อหลัก) ซึ่งนอกจากจะช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบเผาผลาญแล้ว ยังช่วยคงระดับน้ำตาลในเลือดไปด้วยในตัว – 20 ของว่างแคลอรีต่ำ อร่อยเต็มคำแต่ให้พลังงานไม่เกิน 100 กิโลแคลอรี 5. ดื่มน้ำเยอะ ๆ วิธีลดน้ำหนักง่าย ๆ ที่ทำแล้วดีต่อทุกคนคือการดื่มน้ำให้เยอะเข้าไว้ค่ะ เพราะน้ำเป็นส่วนประกอบสำคัญของร่างกาย เป็นสารที่ช่วยหล่อเลี้ยงการทำงานของระบบต่าง ๆ ภายในร่างกายให้เป็นไปได้ด้วยดี อีกทั้งการดื่มน้ำยังช่วยลดความหิวกระหาย ช่วยให้รู้สึกอิ่มและกินอาหารได้น้อยลงด้วยนะ 6. นอนหลับให้เพียงพอ ปัญหาอย่างหนึ่งของผู้ป่วยไฮโปไทรอยด์คือนอนไม่หลับ ซึ่งแน่นอนว่าหากร่างกายไม่ได้รับการพักผ่อนที่เพียงพอ ก็ย่อมส่งผลต่อระบบต่าง ๆ ของร่างกาย โดยเฉพาะในเรื่องของฮอร์โมน การนอนไม่หลับจะก่อให้เกิดการหลั่งของฮอร์โมนคอร์ติซอล ฮอร์โมนแห่งความหิว ความเครียด และอาจส่งผลให้ฮอร์โมนอื่น ๆ ในร่างกายแกว่งไปด้วย ดังนั้นหากไม่อยากเจอกับความผิดปกติเหล่านี้ แนะนำให้ฝึกร่างกายตัวเองให้นอนหลับอย่างเพียงพอ โดยอาจเริ่มจากการเข้านอนตรงเวลาทุกวัน นั่งสมาธิก่อนนอน หรือลองวิธีช่วยให้นอนหลับสนิทวิธีอื่น ๆ ก็ได้ – 19 วิธีทำให้ง่วงนอนสำหรับคนนอนไม่หลับ ไม่ต้องมัวนับแกะอีกต่อไป 7. ออกกำลังกาย นอกจากควรจะเลือกกินอาหารที่ดีต่อการลดน้ำหนักแล้ว วิธีลดความอ้วนที่ดีที่สุดอีกวิธีหนึ่งก็คือการออกกำลังกายค่ะ เพื่อเปิดโอกาสให้ร่างกายได้ดึงพลังงานจากอาหารที่เรากินเข้าไปออกมาใช้ และการออกกำลังกายยังช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบเผาผลาญอีกวิธีหนึ่งด้วยนะคะ ดังนั้นพยายามออกกำลังกายให้ได้ทุกวัน และทำอย่างสม่ำเสมอด้วยก็จะดีมาก  อย่างไรก็ตาม อยากให้โฟกัสที่อาการป่วยและการรักษาโรคไฮโปไทรอยด์ก่อนเป็นหลัก ถ้ารักษาจนทุกอย่างลงตัวแล้ว อยู่ในระยะที่ปลอดภัย เราค่อยมาเริ่มต้นลดน้ำหนักกันอย่างจริงจังก็ยังไม่สาย ทั้งนี้กระปุกดอทคอมก็ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนก้าวผ่านโรคไทรอยด์และอุปสรรคต่าง ๆ ได้อย่างสวยงาม มีสุขภาพแข็งแรงและรูปร่างที่ดีกันทุกคนเลย 🙂

15 วิธีลดความอ้วนสุดง่าย แบบฉบับสาวขี้เกียจ

1. จิบคาเฟอีนสักนิด คาเฟอีนจะช่วยเพิ่มความสามารถในการเผาผลาญแคลอรีได้ถึง 3 ชั่วโมงเลยทีเดียวค่ะ แต่แทนที่จะดื่มกาแฟที่มีน้ำตาลเยอะ ลองหันมาจิบชาแทนจะดีกว่านะคะ 2. เปลี่ยนมานั่งลูกบอลออกกำลังกาย การนั่งเฉยๆ ดูโทรทัศน์บนโซฟา ไม่ช่วยให้ผอมลงค่ะสาวๆ ลองหันมานั่งบนลูกบอลออกกำลังกาย ที่จะทำให้คุณได้ออกกำลังกายไปในตัวดีกว่า เพราะลูกบอลนี้จะช่วยเผาผลาญพลังงานได้มากถึง 260 แคลอรีต่อวันเลยล่ะค่า 3. งดกินแป้งสัก 2 วัน หากการไม่กินแป้งทุกวันมันทำยากเกินไป สาวๆ อาจจะลดเป็น 2 วันต่อสัปดาห์ก็ได้ค่ะ ซึ่งแม้จะเป็นการงดแป้งเพียง 2 วัน แต่ก็ช่วยให้สาวๆ ลดน้ำหนักได้ดีกว่าที่คิด! 4. เคี้ยวหมากฝรั่งบ่อยๆ การเคี้ยวหมากฝรั่งจะช่วยให้สาวๆ อยากอาหารน้อยลงถึง 10 เปอร์เซ็นต์! แต่แนะนำว่าควรเลือกหมากฝรั่งที่น้ำตาลน้อยนะคะ 5. กินอาหารเผ็ด อาหารเผ็ด อย่างเมนูอาหารไทยๆ ของบ้านเรานี่ล่ะค่ะ คือตัวช่วยลดน้ำหนักชั้นยอด เพราะการกินอาหารที่มีรสเผ็ดจะช่วยให้กระบวนการเผาผลาญหรือเมตาบอลิซึ่มทำงานได้ดีขึ้นถึง 23 เปอร์เซ็นต์! 6. ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ หากวันหยุดไหนที่อยู่ว่างๆ ไม่มีอะไรทำ อย่ามัวแต่หาอะไรเข้าปากค่ะสาวๆ ลองออกจากบ้านหรือลุกขึ้นมาออกกำลังกายสัก 2 วันต่อสัปดาห์ แค่นี้ก็ช่วยลดน้ำหนักได้มากกว่าเดิมถึง 3 เท่าแล้วล่ะค่า 7. เลิกเครียด ใครที่ชอบนั่งหน้านิ่วคิ้วขมวด เครียดกับงานที่ทำตลอดเวลา หยุดด่วนๆ เลยนะคะ เพราะผู้หญิงที่เครียดมีแนวโน้มที่จะเผาผลาญพลังงานได้น้อยกว่าผู้หญิงที่มีสุขภาพจิตดีถึง 104 แคลอรีเลยล่ะ!   8. จิบเบียร์วันละนิด สาวนักดื่มคงยิ้มร่ากับการลดความอ้วนวิธีนี้ค่ะ เพราะการจิบเบียร์ 2 แก้วต่อวันจะช่วยชะลอการแตกตัวของไขมันได้ถึง 73 เปอร์เซ็นต์! 9. ขยับเท้าเวลานั่ง ระหว่างที่นั่งทำงาน อย่าปล่อยให้เท้าอยู่เฉยค่ะ เพราะการขยับเท้าเวลานั่งจะช่วยเบิร์นแคลอรีได้มากกว่าการนั่งเฉยๆ ถึง 100 แคลอรีเลยทีเดียวค่ะ 10. ออกกำลังกายวันละ 10 นาที รู้มั้ยคะสาวๆ ว่าแค่ออกกำลังกายเล็กๆ น้อยๆ เพียงวันละ 10 นาที ให้เหงื่อได้ออกพอประมาณ ก็ช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญได้เป็นชั่วโมงแล้ว! 11. ดื่มน้ำก่อนกินอาหาร การดื่มน้ำจะช่วยให้สาวๆ รู้สึกอิ่มและลดอาการอยากอาหารได้ดีเลยล่ะค่ะ แถมยังเป็นวิธีที่ช่วยป้องกันไม่ให้สาวๆ กินอาหารมากเกินขนาดอีกด้วย! 12. กินดาร์คช็อคโกแลตเป็นของหวาน แทนที่จะเลือกขนมหรือคุกกี้ที่มีน้ำตาลอย่างอัดแน่นมากินเป็นของหวาน แนะนำให้หยิบดาร์คช็อคโกแลตสักชิ้นมากินจะดีกว่าค่ะ เพราะนอกจากจะมีน้ำตาล ตัวการของความอ้วนในปริมาณน้อยแล้ว ยังช่วยทดแทนพลังงานที่ต้องใช้ได้อีกด้วย 13. อย่าปล่อยท้องหิวมากไป การปล่อยให้หิวมากเกินไป เป็นตัวการหนึ่งที่ทำให้สาวๆ กินมากขึ้นโดยไม่รู้ตัวค่ะ ทางที่ดีควรกินให้ตรงเวลา เพื่อหลีกเลี่ยงภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำที่อาจเป็นอันตรายต่อร่างกายได้ค่ะ 14. กินมื้อเย็นให้เร็วขึ้น ใครที่ชอบกินดึกๆ แนะนำให้หยุดด่วนๆ ค่ะ เพราะสาวๆ ควรกินมื้อเย็น อย่างน้อย 2-3 ชั่วโมงก่อนเวลาเข้านอน และไม่ควรกินมากเกินไป เพราะจะทำให้ระบบย่อยทำงานผิดปกติได้ 15. นอนให้มากขึ้น การอดนอนเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้สาวๆ กินมากขึ้นระหว่างวันค่ะ ฉะนั้นควรนอนให้เพียงพออย่างน้อย 7-9 ชั่วโมงต่อวัน เพราะนี่คือวิธีที่ง่ายและช่วยให้การลดน้ำหนักของสาวๆ ได้ผลดีที่สุด