วิธีลดน้ำหนักสำหรับคนอ้วนง่าย แต่น้ำหนักลงยาก

เป็นคนอ้วนง่ายแต่ผอมยาก จะต้องลดน้ำหนักยังไงให้ได้ในระดับที่พอใจ ลองมาเก็บสูตรลดความอ้วนของคนที่น้ำหนักขึ้นง่ายแต่ลงยากกันค่ะ บางคนอ้วนง่าย กินอะไรนิดหน่อยก็น้ำหนักขึ้น ดูมีน้ำมีนวลจนคนรอบข้างเห็นได้ชัดต้องทักให้รู้ตัว ทว่าบางคนกลับกินเท่าไรก็ไม่อ้วน น้ำหนักไม่เคยขึ้นให้รู้สึกถึงคำว่าอ้วนสักที นั่นแสดงให้เห็นเลยค่ะว่าปัจจัยในการอ้วนหรือผอมของแต่ละคนนั้นไม่เท่ากัน แม้ว่าจะใช้ชีวิตและกินอาหารเหมือน ๆ กันก็ตาม เพราะนอกจากพฤติกรรมการบริโภคหรือไลฟ์สไตล์แล้ว สิ่งที่กำหนดว่าเราจะอ้วนหรือผอมได้ง่ายหรือยากก็มีทั้งกรรมพันธุ์ การทำงานของต่อมไทรอยด์ หรือยีนบางตัวก็เช่นกัน ทั้งหมดนี้ส่งผลให้คนเราอ้วนหรือผอมต่างกันแม้จะใช้ชีวิตคล้าย ๆ กัน ทว่าหากรู้สึกว่าเราอ้วนขึ้นง่ายมากแต่ลดน้ำหนักยากเหลือเกิน ก็อย่าเพิ่งท้อใจค่ะ เพราะกระปุกดอทคอมมีวิธีลดน้ำหนักสำหรับคนอ้วนง่ายแต่ผอมยากมาให้ลองเปลี่ยนตัวเองดู 1. งดน้ำหวาน น้ำหวานไม่ว่าจะชา กาแฟ น้ำอัดลม น้ำหวานใส ๆ ทุกชนิดที่ไม่ใช่น้ำเปล่า งดให้หมดทุกสิ่งเลยค่ะ เพราะในแต่ละวันร่างกายเราได้รับน้ำตาลจากอาหารหรือผลไม้มากพออยู่แล้ว ดังนั้นการที่ดื่มน้ำหวานเพิ่มเข้าไปก็อาจทำให้มีปริมาณน้ำตาลสะสมในร่างกายมากเกินกว่าที่ระบบเผาผลาญจะกำจัดได้หมด ซึ่งก็แน่นอนว่าสิ่งที่จะตามมาก็คือความอ้วน และแม้จะเถียงว่านี่ก็ออกกำลังกายอย่างหนัก ออกกำลังกายอยู่เป็นประจำ แต่ถ้ายังดื้อดื่มน้ำหวานไม่เปลี่ยนด้วย ออกกำลังกายให้เหงื่อหมดตัวก็คงไม่ผอมง่าย ๆ แน่ 2. จำกัดของหวานสัปดาห์ละครั้ง การงดอาหารพาอ้วนซึ่งเป็นอาหารโปรดของเราอาจทำให้วันหนึ่งเกิดอาการโยโย่เอฟเฟกต์ขึ้นมาได้ ดังนั้นหากจะมี cheat meal ก็ขอจำกัดแค่สัปดาห์ละครั้งก็พอค่ะ แล้วพยายามกินอาหารเพื่อสุขภาพให้มากขึ้น เพื่อเป็นการฝึกทัศนคติของตัวเองในเรื่องอาหารการกินไปด้วยในตัว 3. พยายามทำอาหารกินเอง หัวใจของการลดน้ำหนักคือการพยายามควบคุมปริมาณแคลอรีในร่างกาย อธิบายง่าย ๆ คือเอาพลังงานออกให้มากกว่านำพลังงานเข้า ซึ่งก็คือการกินให้น้อยลงเพื่อให้ร่างกายได้รับแคลอรีที่น้อยลงตามไปด้วย ดังนั้นการทำอาหารกินเองจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับการควบคุมอาหารค่ะ เพราะเราจะสามารถเลือกวัตถุดิบ สารอาหาร เครื่องปรุง รสชาติ และความสะอาดเองได้ ดังนั้นหากอยากลดความอ้วนให้สำเร็จต้องขยันทำอาหารกินเองมากกว่าไปซื้ออาหารนอกบ้านกินนะคะ 4. ขยับให้บ่อยขึ้น ถ้าเรารู้ตัวว่ากินไปนิดเดียวก็อ้วนแล้ว เราก็ยิ่งต้องเปิดโอกาสให้ร่างกายได้ใช้พลังงานเยอะ ๆ เข้าไว้ ง่าย ๆ ก็แค่ขยับเคลื่อนไหวให้มากขึ้น บ่อยขึ้น เช่น ขึ้นบันไดแทนขึ้นลิฟต์หรือบันไดเลื่อน รวมไปถึงหมั่นเดินให้เยอะขึ้นในทุกโอกาส เพื่อเพิ่มการเผาผลาญให้มากขึ้นนั่นเอง 5. เวทเทรนนิ่งร่วมกับคาร์ดิโอ เวทเทรนนิ่งเป็นการออกกำลังกายสร้างกล้ามเนื้อ ซึ่งจะช่วยเพิ่มการเผาผลาญพลังงานในร่างกายมากขึ้นได้ โดยเฉพาะหากคุณคาร์ดิโอก่อนแล้วมาเวทเทรนนิ่งต่อ ก็จะช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบเผาผลาญมากขึ้นได้อย่างเต็มประสิทธิภาพเลยทีเดียว 6. ออกกำลังกายอย่างน้อย 45 นาที อย่าคิดแค่ว่าเหงื่อออกชุ่ม ๆ ก็เท่ากับได้เบิร์น เพราะบางคนออกกำลังกายแบบขอไปทีจริง ๆ ค่ะ แล้วอย่างนี้จะผอมตอนไหนกันล่ะเนอะ ดังนั้นถ้าอยากผอมอย่างมีสุขภาพดี ควรต้องออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งออกกำลังกายให้ได้อย่างน้อย 45 นาทีต่อเนื่องกันด้วย 7. ปรับเปลี่ยนวิธีออกกำลังกายบ้าง การออกกำลังกายแบบเดิม ๆ เป็นประจำ อาจเป็นการจำกัดขีดกำลังความสามารถในการเบิร์นพลังงานของร่างกายโดยที่เราไม่รู้ตัวค่ะ เช่น คนที่เคยเดินออกกำลังกาย 45 นาที ก็เดินอยู่อย่างนั้นเป็นปี ๆ น้ำหนักคงลงบ้างแต่ก็คงช้าหน่อย ฉะนั้นหากอยากให้ผอมเร็ว ๆ ควรปรับเปลี่ยนกิจกรรมออกกำลังกายให้มีความหลากหลาย เช่น จากเคยเดินก็ให้เริ่มจ๊อกกิ้ง เคยปั่นจักรยานก็มาว่ายน้ำ เคยเต้นคาร์ดิโอก็ลองมาชกมวยดูบ้าง หรือสลับคาร์ดิโอ เวทเทรนนิ่ง บอดี้เวท เซอร์กิตเทรนนิ่งวน ๆ ไป เพื่อเพิ่มศักยภาพในการออกกำลังกายและเพิ่มประสิทธิภาพในการเผาผลาญพลังงาน 8. ห้ามเครียด ความเครียดส่งผลต่อความอ้วนได้ค่อนข้างมากเลยทีเดียวค่ะ เพราะเมื่อเราเครียด โดยเฉพาะหากลดน้ำหนักแล้วน้ำหนักไม่ลงสักที ฮอร์โมนความเครียดที่ชื่อว่าคอร์ติซอลจะออกมาป่วนร่างกายเรา ทำให้เราอยากกินของหวานมากขึ้น อยากกินจุบกินจิบมากขึ้น ซึ่งก็เป็นอุปสรรคใหญ่แห่งการลดความอ้วนเลยนะ ดังนั้นพยายามอย่าไปสนใจตัวเลขบนตาชั่งน้ำหนักค่ะ แต่มุ่งมั่นคุมอาหารและออกกำลังกายอย่างถูกวิธีไปเรื่อย ๆ ที่สำคัญพยายามปล่อยวางเรื่องเครียด ๆ รอบตัวด้วยล่ะ    

20 เรื่องเข้าใจผิด เกี่ยวกับการ ลดน้ำหนัก

1. ผู้หญิงเล่นเวทแล้วตัวจะใหญ่เหมือนผู้ชาย เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยากมาก เพราะผู้หญิง มีฮอร์โมน และโครงสร้างร่างกายที่ต่างจากผู้ชาย ( ที่เห็นหลายคนใหญ่ๆกินฮอร์โมนเพศชาย,กินเยอะและฝึกหนัก)   2. กินน้ำเยอะทำให้บวมน้ำ การบวมน้ำเกิดจากร่างกายขาดน้ำ จึงต้องกักเก็บน้ำไว้ในเซลล์ เพื่อให้ร่างกายไม่ขาดน้ำ จึงเป็นเหตุผลให้เราตัวบวม   3. กล้ามเนื้อเปลี่ยนเป็นไขมัน และไขมันเปลี่ยนเป็นกล้ามเนื้อ กล้ามเนื้อและไขมันคนละอย่างกัน ไม่มีอะไรเปลี่ยนเป็นอะไร มีแค่การแทนที่กัน ฉะนั้นควรจะมีการออกกำลังกายทั้งการคาดีโอเพื่อเผาพลาญไขมันและการเล่นเวทเพื่อสร้างกล้ามเนื้อ ไม่ควรเล่นเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น   4. ทานข้าวเย็นทำให้อ้วน ความอ้วนเกิดจากการทานอาหารเกินความจำเป็นของร่างกาย ไม่ได้เกิดจากการทานอาหารมื้อใดมื้อหนึ่ง ฉะนั้นทางที่ดีที่สุดคือทานให้ครบ 3 มื้อและมื้อเย็นควรจะห่างจากช่วงเวลาที่เราจะนอนก่อน 4 ชั่วโมงจะดีมากๆครับ ไม่รู้ว่าจะทานอะไรดี ลองมาดูอาหารลดน้ำหนักได้จากลิ้งนี้เลยนะครับ : อาหารลดน้ำหนัก   5. หลังออกกำลังกายไม่ควรทานอาหาร เพราะจะทำให้ร่างกายหยุดดึงพลังงานมาใช้ ร่างกายคนเรามีการใช้พลังงานตลอดเวลา แม้แต่ตอนเรานอนหลับ ร่างกายจะไม่ใช้พลังงานก็ต่อเมื่อเราตาย และที่สำคัญหลังออกกำลัง ประมาณ 20-30 นาที ควรทานอาหารที่มีประโยชน์ เพราะร่างกายอ่อนเพลียและต้องการสารอาหาร   6. เล่นเวท 2-4 สัปดาห์แรกตัวบวมขึ้น หมายถึง กล้ามเนื้อโตขึ้น หรืออ้วนขึ้น การที่ร่างกายดูบวมๆขึ้น เกิดจากช่วงแรกๆที่เราเริ่มเล่น ร่างกายยังไม่ชิน จึงเกิดการสะสม ของเหลว และสารอาหารไว้ในเซลลล์กล้ามเนื้อ เพื่อไว้เป็นพลังาน และซ่อมเเซมร่างกาย แต่เมื่อผ่านไปสักระยะร่างกายจะเริ่มปรับตัวได้ และเริ่มขับของเหลวออกมา ตัวเราจะจะบวมน้อยลง   7. อยากลดพุง ต้องซิตอัพทุกวัน การซิตอัพเป็นการสร้างความแข็งแรงของกล้ามท้อง ไม่ได้ช่วยให้ไขมันหายไป ถ้าจะลดไขมันต้องคาร์ดิโอ และทานอาหารให้เหมาะสม   8. วิ่งเสร็จห้ามนั่ง เดี่ยวก้นโต การที่กล้ามเนื้อจะโตได้ ต้องอาศัยแรงต้านจากภายนอกเข้ามาช่วยกระทำ บวกกับการพักผ่อนและอาหารที่เหมาะสม ไม่ได้เกิดจากการกดทับ (ถ้ามันโตได้จริง วิ่งเสร็จ มานอนทับแขนดีกว่าแขนจะได้โต ไม่ต้องยกเวทให้เหนื่อย)   9. ปั่นจักยานแล้วขาโต คล้ายๆกับข้อก่อนหน้านี้ กล้ามเนื้อจะโตได้ ต้องประกอบไปด้วย แรงต้าน อาหาร พักผ่อน ดั้งนั้นการปั่นจักยานไม่สามารถทำให้ขาโตได้ แต่จะทำให้ขาแน่น และกระชับขึ้น (การที่เห็นนักกีฬาแข่งจักยานขาโต เป็นเพราะเค้าฝึกเวทเทรนนิ่งควบคู่ไปด้วย เพื่อให้ขามีความแข็งแรงและทนทานมากขึ้น)   10. สาวๆ เล่นเวทแล้วหน้าอกโตๆ หน้าอกผู้หญิงจะประกอบไปด้วยไขมันเป็นส่วนใหญ่ ดั้งนั้นการฝึกเวทเพียงแค่ช่วยให้กระชับและแข็งแรงขึ้น (ถ้าอยากให้ใหญ่ต้องพบหมอ)   11. เจ็บแล้วต้องซ้ำ จริงมั้ย? การออกกำลังกายเป็นการทำลายกล้ามเนื้อ ดั้งเราจะต้องพักเพื่อให้ร่างกายได้มีการซ่อมแซม เพราะถ้าฝืนเล่นต่ออาจมีการบาดเจ็บเพิ่มขึ้น และร่างกายไม่มีการพัฒนา ดั้งนั้นเปลี่ยนไหม่ “เจ็บแล้วต้องพัก”   12. ยิ่งเหงื่อออกเยอะหมายถึง ไขมันก็ออกเยอะ ลดน้ำหนักได้เยอะ ไขมันก็คือ ไขมัน ส่วนเหงื่อเกิดจากอุณภูมิในร่างกายเพิ่มมากขึ้น ร่างกายจึงหาวิธีลดอุณภูมิลง โดยการขับน้ำออกทางผิวหนังแล้วกลายเป็นเหงื่ออย่างที่เราเห็น โดยเหงื่อจะไปกอบไปด้วย น้ำ เกลือแร่ วิตามิน แต่ที่น้ำหนักลดลงไปหลังจากเหงื่อออกเยอะๆ เป็นเพราะร่างกายเสียน้ำ ไม่ใช่ไขมันหายไป (ถ้าไขมันออกมาพร้อมเหงื่อ แนะนำให้ไปยืนตากแดดสักวัน ไม่ต้องออกกำลังกายให้เหนื่อย)   13. สามารถลดไขมันเฉพาะส่วนได้ เราไม่สามารถเลือกลดไขมัน ลดสัดส่วนเฉพาะที่ได้ เพราะการทำงานหรือออกกำลังแต่ละครั้ง ร่างกายจะใช้พลังงานจากทุกๆส่วน เพราะฉะนั้นเราต้องวางแผนในการลดน้ำหนักให้ได้ทั้งร่างและเลือกทานอาหารที่ดีครับ ถ้าสนใจวิดีโอที่จะช่วยให้คุณออกกำลังกายได้ทั้งร่างเลยหล่ะก็ ลองดูที่ลิ้งนี้ได้เลยนะครับ : วิดีโอออกกำลังกายลดน้ำหนัก   14. กินอาหารเสริมไม่จำเป็นต้องออกกำลังกายบ่อยก็เห็นผล อาหารเสริมเป็นแค่ตัวช่วยอย่างหนึ่ง ไม่ใชยาวิเศษ กินแล้วไม่ออกกำลังกาย ก็ไม่เกิดผล (แถมเปลืองเงินอีก) บางรายก็หลอกลวง อาหารเสริมไม่จำเป้นครับ ชื่อก้บอกอยู่ว่า อาหาร”เสริม” นั่นก็คือไม่จำเป็น หันมาทานอาหารดีๆเพื่อสุขภาพแล้วออกกำลังกายเอาดีกว่า เห็นผลดีกว่าเยอะครับ   15. ยาลดน้ำหนักกินแล้วช่วยลดไขมัน ชื่อก็บอกตรงตัวอยู่แล้วว่า “ยาลดน้ำ” หนัก ไม่ใช่ลดไขมัน การที่หลายๆทานแล้วน้ำหนักลดเป็นเพราะ ยาตัวนี้ไปกดประสาท ทำให้ไม่รู้สึกหิว หรือกินได้น้อยๆ แถมยังทำให้มีการขับถ่ายบ่อย น้ำหนักที่หายๆไปก็เป็น น้ำ และกล้ามเนื้อ มีไขมันน้อยมาก ( อ่านเเล้วอย่าให้โดนเค้าหลอกอีกละ)   16. การสร้างกล้ามเนื้อต้องทานแต่ อกไก่ และไข่ขาว การสร้างกล้ามเนื้อจำเป็นต้องอาศัยการทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ไม่ได้ทานแค่อย่างใดอย่างหนึ่ง ฉะนั้นถ้าอยากได้กล้ามและลดน้ำหนักได้ต้องทานสารอาหารให้ครบ 5 หมู่นะครับ   17. โซเดียมไม่มีประโยชน์ ไม่ต้องทานก็ได้ โซเดียวมีหน้าที่รักษาความสมดุลของของเหลวในร่างกาย รักษาความดันโลหิตให้ปกติ ช่วยในการทำงานของประสาท และกล้ามเนื้อ เพราะฉะนั้นทานได้แต่ในบริมาณที่เหมาะสม   18. กินไก่ ทำให้เป็นโรคเก๊าท์ โรคเก๊าท์เกิดจากการมีกรดยูริกสะสมบริมาณข้อต่อต่างๆ ในปริมาณที่มากกว่าปกติ “การทานไก่ไม่ได้ทำให้คนปกติเป็นเก๊าท์” แต่การทานไก่จะมีผลต่อคนที่เป็นโรคเก๊าท์อยู่แล้ว   19. นักเพาะกายที่ขึ้นประกวดบนเวที สามารถมีร่างกายที่ลีนและกล้ามเนื้อชัดแบบนั้นไปตลอดได้ สำหรับนักกีฬาเพาะกายแล้วเค้าจะมีช่วงที่ลดน้ำหนัก และช่วงที่สร้างกล้ามเนื้อ และการที่เราเห็นเค้ามีกล้ามชัดๆสวยๆ นั้นคือช่วงที่ร่างกายอ่อนล้า และเพลียมาก เพราะขาดทั้งน้ำ ทั้งแป้ง และยังมี%ไขมันที่ต่ำมาก ดังนั้นร่างกายคนเราไม่สามารถที่จะอยู่ในภาวะแบบนั้นไปนานๆได้ หลังประกวดเสร็จทุกคนก็จะเข้าสู่โหมดกิน.. แต่ขอนับถือในความพยายาม และความตั้งใจของนักเพาะกายทุกคน..สุดยอดมากๆ   20. เล่นเวทแล้วไม่ปวด แสดงว่าไม่ได้ผล กล้ามไม่โต อาการปวดของกล้ามเนื้อ เกิดขึ้นจากการฉีกขาดภายในเส้นใยของกล้ามเนื้อ เนื่องจากร่างกายของเราไม่ชินกับกิจกรรรมที่ทำ เช่น น้ำหนัก การฝึก หรือรูปแบบของการออกำลังกาย แต่ไม่ได้เป็นตัวกำหนดว่ากล้ามจะโต เพราะปัจจัยหลักๆของการพัฒนากล้ามเนื้อ คือ การฝึก อาหาร และการพักผ่อนที่เหมาะสม เพราะฉะนั้นเล่นเเล้วไม่ปวดไม่ต้องนอย เอาแค่ ตอนฝึกบังคับกล้ามเนื้อที่ฝึกให้ได้ ใช้น้ำหนักที่เหมาะสม กินให้ถึง นอนให้พอ

3 วิธี เพิ่มความหนักหน่วงให้การออกกำลังกาย ลดน้ำหนัก ง่าย ๆ แค่นี้

ลดน้ำหนักงั้นเหรอ?? รู้มั้ยกว่าที่ไขมันรอบตัวเราจะเพิ่มขึ้นมาจนเห็นเป็นห่วงยางชัดเจนขนาดนี้ มันยังใช้เวลาตั้งเป็นสิบ ๆ ปีเลยนะครับ การออกกำลังกายเพื่อจะลดน้ำหนักลงมาให้ได้เท่าเดิมก็ต้องใช้เวลาเช่นกัน แต่สำหรับใครที่ออกกำลังกายอยู่ประจำสม่ำเสมอจนรู้สึกว่าน้ำหนักมันไม่ลดลงไปกว่าเดิมแล้วล่ะก็ เรามาลองดู 3 เคล็ดลับง่าย ๆ ที่จะช่วยเพิ่มความหนักหน่วง ทำให้การออกกำลังกายของคุณมีประสิทธิภาพมากขึ้นกันดีกว่า จะมีวิธีอะไรบ้างนั้น ตามไปดูกันเลย สำหรับใครที่ยังไม่เคยเล่นเวทเทรนนิ่งเลย ลองตามไปอ่านบทความนี้ก่อนนะ : วิธีลดน้ำหนัก สูตรของเราที่ทำแล้วได้ผลแน่นอน   เพิ่มจำนวนวัน มันกันล่ะงานนี้ อันดับแรกเลยถ้าเราอยากเสริมความฟิตให้ร่างกาย หรืออยากลดน้ำหนักให้ได้ไวขึ้น ก็ต้องเพิ่มวันออกกำลังกายกันก่อน องค์การอนามัยโลกเค้าแนะนำให้ออกกำลังกายอย่างน้อยอาทิตย์ละ 5 วันอยู่แล้วครับ แต่ปกติคนออกกำลังกายหรือลดน้ำหนักทั่วไปก็จะทำกันแค่ 3-4 วันเท่านั้น เพราะเพิ่งเริ่มต้นใหม่ ๆ ก็ไม่อยากให้ร่างกายรับภาระหนัก แต่ถ้าออกกำลังกายจนชินแล้วล่ะก็ เพิ่มจำนวนวันเป็น 5-6 วันไปเลย เพิ่มเวลา ลดน้ำหนัก พาให้ร่างกายฟิตขึ้นกว่าเดิม ถ้ารู้สึกว่าการเพิ่มวันมันจะหนักหนาเกินไป อยากมีวันพักผ่อนสบายใจเยอะ ๆ หน่อย ก็เพิ่มเวลามันไปเลยแล้วกัน จากปกติที่เราออกกำลังกาย 3-4 วัน/สัปดาห์ ครั้งละ 20-40 นาที ถ้าอยากให้หุ่นดีขึ้น น้ำหนักลดลงไว ๆ ก็อาจเพิ่มความหนักหน่วงของการออกกำลังกายลงไปโดยเพิ่มระยะเวลาแทน เริ่มจากเพิ่มทีละ 2 นาที 3 นาที 4 นาที ไปเรื่อย ๆ ในแต่ละสัปดาห์ ร่างกายจะได้ปรับตัวได้ทัน ไม่เป็นอันตรายในระยะยาวด้วยครับ เพิ่มความเร็ว เพิ่มความหนัก ดักจับหุ่นดีในอนาคต ถ้ารู้สึกว่าเพิ่มวันออกกำลังกายมันเหนื่อยเกินไป เพิ่มเวลาออกกำลังกายมันก็กินเวลามากไปอีก งั้นเพิ่มความเร็ว เพิ่มความหนักหน่วงให้การออกกำลังกายซะเลย วิธีนี้แหละเหมาะกับคุณที่สุดแล้ว ไหน ๆ ก็อยากฟิตหุ่นให้ดีขึ้น ลดน้ำหนักให้ไวลง ก็ต้องใช้วิธีนี้แหละ ลองเพิ่มน้ำหนักของดัมเบล เพิ่มจำนวนครั้งในการซิตอัพ หรือวิ่งให้ไวขึ้นกว่าเดิม แค่นี้ก็จะทำให้เรามีรูปร่างที่ฟิตปั๋ง ร่างกายแข็งแรง แถมลดน้ำหนักได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องเสียเวลาเพิ่มเติมแต่อย่างใดแล้วล่ะครับ