ลดความอ้วนแบบถูกวิธี

  อ้วนหรือผอม สามารถวัดได้จากค่าต่างๆ เช่น ค่าดัชนีมวลกาย (Body mass index, BMI) อัตราส่วนรอบเอวต่อส่วนสูง (Waist height ratio, WHtR) และอัตราส่วนรอบเอวต่อรอบสะโพก (Waist hip ratio, WHR) ซึ่งทางยุโรปกับเอเชียจะมีค่ามาตราฐานต่างกัน แต่ในทางปฏิบัติแล้วจะพบว่าความพึงพอใจในรูปร่างและน้ำหนักนั้นเป็นเรื่องของแต่ละบุคคล แต่ไม่ว่าจะอย่างไร น้ำหนักตัวที่มากเกินไปทำให้เสี่ยงต่อโรคต่างๆ เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคของหลอดเลือดหัวใจ…” ดังนั้นมาดูวิธีลดความอ้วนแบบถูกวิธี ที่ทั้งดีและไม่โทรมกันเลย 1. ทำ Food Diary จดบันทึกทุกอย่างที่ทานในแต่ละวัน ทั้งประเภทและปริมาณอาหารต้องจดตามจริงนะคะ พอครบสัปดาห์ก็ให้ส่งการบ้านมานั่งดูด้วยกันจะเห็นเลยว่าอาหารส่วนมากที่ทานเป็นอาหารตามใจปากทั้งนั้น ทานเพราะอยากไม่ใช่เพราะหิว แคลอรี่สูง มีสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายน้อย 2. ปรับพฤติกรรมการกิน เริ่มจากเปลี่ยนจากขนมขบเคี้ยวเป็นหมากฝรั่งปราศจากน้ำตาลหรือผลไม้ที่มีน้ำตาลต่ำก่อน แล้วค่อยๆ ลดปริมาณลง หรือถ้าชอบดื่มชา กาแฟ หรือน้ำอัดลมก็อาจจะลองลดปริมาณน้ำตาลในเครื่องดื่ม หรือ เปลี่ยนเป็นชนิดที่ให้พลังงานน้อยลงก็ช่วยได้ 3. การออกกำลังกายลดความอ้วน การออกกำลังกายที่มีผลในเรื่องของการลดน้ำหนักและช่วยกระชับสัดส่วนของเรา ดังนี้ Basal Metabolic Rate คือ อัตราการความต้องการเผาผลาญของร่างกายในชีวิตประจำวัน หรือจำนวนแคลอรี่ขั้นต่ำที่ต้องการใช้ในชีวิตแต่ละวัน ดังนั้นการคำนวณ BMR จะช่วยให้ทราบปริมาณแคลอรี่ที่แต่ละคนต้องการต่อวันเพื่อการลดน้ำหนักได้ การออกกำลังกายเพื่อการลดน้ำหนัก คือ กิจกรรมที่ดึงพลังงานไขมันส่วนเกินออกมาใช้ ในสภาวะที่หัวใจมีอัตราการเต้น 130-150 ครั้งต่อนาที (ขึ้นอยู่กับเพศและวัย) เป็นเวลา 15-45 นาที กิจกรรมแนะนำ เช่น วิ่ง เต้นแอโรบิค ปั่นจักรยาน การออกกำลังกายเพื่อความกระชับ คือ กิจกรรมที่อวัยวะส่วนนั้นๆ ของร่างกายเคลื่อนไหวในท่าหนึ่งๆ หลายๆ ครั้ง หรือ เกร็งอวัยวะส่วนนั้นๆ เป็นเวลานานๆ ทำให้เกิดอาการล้า และตึงของกล้ามเนื้อ เช่นการออกกำลังกายที่เน้นการสร้างความแข็งแรงให้โครงสร้างร่างกาย (Pilates) หรือเวทเทรนนิ่ง การออกกำลังกายที่ใช้แรงต้าน(Weight Training) การออกกำลังกายลดความอ้วน และเพิ่มความกระชับไปพร้อมกัน เช่น การออกกำลังกายที่นำท่าของการชกมวยมาประยุกต์ใช้ (Boxing) โยคะร้อน (Hot Yoga) หรือ การฝึกการทรงตัวและการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว (Agility Workout) 4. ค่อยเป็นค่อยไป ลดได้แบบสวยๆ 5. สำคัญที่สุดคือใจของเรา

วิธีลดน้ำหนักแบบธรรมชาติ

เวลาจะลดน้ำหนัก ลดความอ้วน แล้วหาสูตรที่ตรงใจไม่ได้สักที มันหงุดหงิดจริงๆ มาดูวิธีลดน้ำหนัก ตามธรรมชาติ ที่ไม่ได้ทำยากเย็น รับรองว่าถ้าทำได้ น้ำหนักคุณจะลดลง หุ่นสวยได้แบบไม่ต้องอดอาหารจนโทรม 1. ไม่กินข้าวมื้อเย็น ไม่ใช่ว่าเราจะให้อดมื้อเย็นไปซะทีเดียวนะคะ เพราะคุณสามารถทานอาหารพวกผักและผลไม้ได้ หลีกเลี่ยงอาหารพวกแป้ง อาหารทอด ควรทานพวกผลไม้ สลัดผักน้ำใส อาหารที่ย่อยง่ายมากกว่า จะช่วยให้นอนหลับสบายด้วย 2. งดเนื้อสัตว์ ไขมัน ข้าว ภายใน 1 สัปดาห์ เราควรเลือกสัก 1 วัน ในการงดกินพวกเนื้อสัตว์ ไขมัน ข้าว แล้วเปลี่ยนมากินพวกผลไม้หรือธัญพืชอย่างเดียวทั้งวัน เช่น มะละกอสุก กล้วย แอปเปิ้ล หรือถั่วต่างๆและไม่ควรกินผลไม้ที่่ให้พลังงานสูงอย่าง ทุเรียน หรือผลไม้ที่มีรสหวานจัดเกินไป 3. เคี้ยวอาหารช้าๆ การทานอาหารทุกมื้อแล้วเคี้ยวช้าๆ เคี้ยวให้ละเอียดจะช่วยให้เราอิ่มเร็วและทานได้น้อยลง ที่สำคัญคือ ควรจำไว้ว่าไม่ควรทานอาหารหลัง 6 โมงเย็นหรือช่วงดึกเป็นอันขาด เพราะกินตอนมืดๆ ค่ำๆ นี่แหละตัวการทำให้อ้วนแล้ว 4. ดื่มน้ำผลไม้ก่อนอาหาร ก่อนจะทานอาหารควรดื่มน้ำผลไม้หรือจะทานผลไม้สดๆ เลยก็ได้ ซึ่งการปฏิบัติแบบนี้จะช่วยให้เราอิ่มเร็วขึ้น ไม่กินเยอะเกินความจำเป็น และวิตามินในผลไม้ยังช่วยดูดซึมอาหารที่เราทานเข้าไปอีกด้วย 5. ออกกำลังกาย ข้อนี้ขาดไม่ได้เลย เพราะทานอาหารแล้วก็ต้องออกแรงให้ร่างกายเคลื่อนไหว เสียเหงื่อกันสักหน่อย ช่วยเผาผลาญไขมัน สุขภาพแข็งแรง และเป็นข้อสำคัญที่ช่วยให้คนลดน้ำหนัก หุ่นสวยได้อย่างใจ

6 วิธีลดน้ำหนักแบบไม่ต้องเสียเงิน

ปัญหาเรื่องความอ้วน ถือเป็นปัญหายอดฮิตที่ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ไม่มีใครอยากเจอ ซึ่งแน่นอนว่าทุกคนรู้ดี ถ้าไม่อยาก “อ้วน” ก็ต้องลดน้ำหนัก แต่สมัยนี้ ขนาดลดน้ำหนัก ลดการกิน ยังต้องใช้เงิน ทำเอาหลายคนเกิดอาการท้อใจไม่อยากลดกันแล้ว แต่จะให้ไม่ลดจริงๆ ก็ทนไม่ได้ หนักใจไปอีก แต่ก็มีวิธีทำเองได้ไม่ยาก แถมยังเหลือเงินให้เก็บอีกด้วยนะ มาดูกันมีวิธีไหนบ้างไปดูกัน 1.ปลูกผักเอง กินอร่อย มั่นใจ ปลอดภัยไม่มีสารเคมี 2.ทำอาหารด้วยตัวเอง รสชาติถูกปาก แคลอรี่ต่ำตามที่ต้องการ 3.งานบ้านอย่าเกี่ยง นี่แหละวิธีเผาผลาญแคลอรี่ที่คุ้มค่าการล้างจาน เผาพลาญแคลอรี่ได้ 63 kcal การกวาดบ้าน ถูบ้าน เช็ดกระจก เผาผลาญแคลอรี่ได้ตั้งแต่ 376-752 kcal การซักผ้าด้วยมือ เผาผลาญแคลอรี่ได้ตั้งแต่ 75-100 kcal การจัดเตียง เผาผลาญแคลอรี่ได้ 70 kcal การตัดหญ้าเผาผลาญแคลอรี่ได้ 135 kcal การล้างรถ เผาผลาญแคลอรี่ได้ 150 kcal 4.อย่าขี้เกียจ “เดิน” ไปไหนมาไหนด้วยการเดินบ้างก็ได้ ถ้าเดินช้าๆ เผาผลาญได้ 150 kcal ถ้าเดินด้วยความเร็วปกติ เผาผลาญได้ 300 kcal ถ้าเดินลงบันได เผาผลาญได้ 425 kcal 5.กาแฟไม่ต้อง โซดาไม่เอา น้ำเปล่าเท่านั้นพอ 6.ออกกำลังกาย on Youtube หาคลิปดีๆ ฟิตร่างกายที่บ้านไม่สิ้นเปลือง

วิธีลดน้ำหนักตั้งแต่ตื่น พร้อมเติมความสดชื่นยามเช้า

เชื่อไหมคะว่าเราสามารถทำสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ หลังจากตื่นนอนเพื่อช่วยในการลดน้ำหนักได้ และการที่ตื่นขึ้นมาพร้อมกับรู้ว่าเช้านี้จะได้หั่นแคลอรีไปอีกสักหน่อยมันก็ดีต่อใจน้อยซะเมื่อไรล่ะเนอะ ที่สำคัญกิจกรรมก่อนอาหารเช้าที่จะช่วยเราลดน้ำหนักได้มากขึ้นเหล่านี้ ยังมีส่วนช่วยกระตุ้นความรู้สึกสดชื่นหลังตื่นนอนให้เราได้อีกด้วยนะ อยากรู้แล้วใช่ไหมคะว่าหลังตื่นนอนเราจะทำอะไรเพื่อช่วยลดน้ำหนักได้บ้าง ก็ตามมาดูเลย 1. ตื่นเช้าทุกวัน แม้จะเป็นวันหยุดพักผ่อนก็อยากให้ตื่นเช้าเหมือนตอนไปทำงานหรือไปเรียนนะคะ เพราะการเข้านอนและตื่นนอนในเวลาเดิม ๆ ทุกวัน จะช่วยให้ระบบการทำงานภายในร่างกายเกิดความสมดุล โดยเฉพาะระบบเผาผลาญก็จะรู้เวลาตื่น เวลาที่ต้องทำงาน แต่ถ้าใครยังไม่ค่อยเชื่อ เราขออ้างงานวิจัยจากมหาวิทยาลัย Northwestern ที่บอกว่า คนที่ตื่นสาย ลุกจากเตียงประมาณ 10.30 น. เป็นต้นไป มีแนวโน้มจะโหยหาอาหารฟาสต์ฟู้ดมากขึ้น 2 เท่า และมีความอยากกินผัก-ผลไม้ อาหารเพื่อสุขภาพน้อยลงครึ่งหนึ่ง เมื่อเทียบกับคนที่ตื่นเช้ากว่า และตื่นในเวลาเดิม ๆ ทุกวัน อ้อ ! แต่ถ้าคิดง่าย ๆ การตื่นเช้าเราก็มีเวลาได้เคลื่อนไหวร่างกายมากขึ้น โอกาสในการเผาผลาญพลังงานของร่างก็มากขึ้นนั่นเอง 2. ดื่มน้ำทันทีที่ตื่นนอน ร่างกายที่หลับใหลไปกว่า 5 ชั่วโมงคงรู้สึกกระหายน้ำอยู่ไม่น้อย ดังนั้นสิ่งแรกที่ควรทำหลังจากตื่นนอนคือพุ่งไปยังตู้เย็นแล้วดื่มน้ำสัก 1 แก้วทันทีค่ะ เพื่อให้ร่างกายรู้สึกสดชื่นขึ้น เราก็จะตื่นได้เต็มตามากขึ้นหน่อย ๆ ด้วย นอกจากนี้ผลการศึกษาจากมหาวิทยาลัย Utha ก็ยังเผยผลวิจัยว่า กลุ่มอาสาสมัครที่ดื่มน้ำ 2 แก้วก่อนรับประทานอาหาร มีแนวโน้มลดน้ำหนักได้มากกว่ากลุ่มอาสมัครที่ไม่ได้ดื่มน้ำก่อนกินข้าวราว 30% เลยล่ะ 3. เดินไปรับแสงแดดอ่อน ๆ นาฬิกาชีวิตที่อยู่ในร่างกายของเราใช้แสงเป็นตัวกำหนดว่าจะตื่นหรือหลับ ดังนั้นการตื่นขึ้นมาแล้วได้รับแสงแดดอ่อน ๆ ฉาบไล้ร่างกายก็เท่ากับเป็นสัญญาณให้นาฬิกาชีวิตรู้ว่านี่คือเวลาเช้าแล้วนะ ระบบต่าง ๆ ในร่างกายก็จะตื่นตัวและเริ่มทำงานอย่างเต็มกำลังมากขึ้น ซึ่งจุดนี้ผลวิจัยที่ถูกตีพิมพ์ในวารสาร PLOS ONE ก็ยังบอกเพิ่มเติมด้วยว่า แสงแดดยามเช้าจะส่งซิกไปยังเมตาบอลิซึม กระตุ้นระบบเผาผลาญให้ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพมากขึ้นได้ โดยเขาอ้างจากผลการทดลองที่พบว่า คนที่ตื่นเช้ามาเจอกับแสงแดดมีดัชนีมวลกายหรือ BMI น้อยกว่ากลุ่มคนที่ตื่นขึ้นมาในห้องมืด ๆ 4. น้ำส้มแอปเปิลไซเดอร์สักช้อนโต๊ะก็ดี ผลการศึกษาในวารสาร Bioscience, Biotechnology, and Biochemistry เผยว่า กลุ่มอาสาสมัครที่ดื่มน้ำส้มแอปเปิลไซเดอร์ 1 ช้อนโต๊ะ โดยผสมกับน้ำอุ่น 1 แก้ว ติดต่อกัน 12 สัปดาห์ มีแนวโน้มลดน้ำหนักได้ดีกว่าคนที่ดื่มยาหลอก โดยเมื่อตรวจร่างกายก็พบว่า กลุ่มที่ดื่มแอปเปิลไซเดอร์มีดัชนีมวลกาย (BMI) ลดลง มีสัดส่วนไขมันลดลง รอบเอวเล็กลง และมีระดับไตรกลีเซอไรด์ลดลงด้วย ทั้งนี้ก็เพราะว่าสรรพคุณของน้ำส้มแอปเปิลไซเดอร์มีฤทธิ์เป็นกรด สามารถช่วยปรับสมดุลความดันโลหิต ลดระดับน้ำตาลในเลือด ควบคุมความอยากอาหารได้ดี หากกินเป็นประจำจะช่วยกระตุ้นการขับถ่ายด้วย เหมาะสำหรับคนธาตุหนัก ขับถ่ายยาก และอยากลดน้ำหนักมากเลยทีเดียว 5. ตบด้วยกาแฟดำ คาเฟอีนมีฤทธิ์กระตุ้นการตื่นตัวของร่างกาย ซึ่งนอกจากจะช่วยปลุกเราจากความงัวเงียแล้ว คาเฟอีนยังช่วยเพิ่มความอึดในการออกกำลังกายให้เราได้อีกด้วยนะคะ ยืนยันด้วยผลการทดลองกับนักกีฬากลุ่มหนึ่ง ซึ่งได้ดื่มกาแฟระหว่างที่ฝึกซ้อม และพบว่า นักกีฬากลุ่มที่ดื่มกาแฟจะสามารถฝึกซ้อมกีฬาได้นานขึ้น เรียกได้ว่ามีความอึดมากกว่าเดิมนั่นเอง โดยความคึกคักที่เกิดขึ้นจะมีระยะเวลาประมาณ 1 ชั่วโมงเท่านั้น แต่ทั้งนี้คนที่ไม่ดื่มกาแฟก็สามารถดื่มเป็นชาเขียวอุ่น ๆ สักแก้วแทนได้ เพราะในชาเขียวก็มีคาเฟอีนเหมือนกัน แถมยังมีสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยต้านอาการอักเสบได้อีกต่างหาก 6. ทำงานบ้าน ถ้าตื่นขึ้นมาแล้วและทำทุกข้อด้านบนหมดแล้ว ภารกิจต่อไปลองหางานบ้านทำสักหน่อยดีกว่า อาจจะซักผ้า รีดผ้า กวาดบ้าน หรือบางคนจะล้างห้องน้ำ ล้างรถก็ได้นะคะ เลือกทำสักกิจกรรมที่เวลาพอจะเอื้ออำนวย แค่นี้ก็ช่วยเบิร์นแคลอรีที่สะสมอยู่ในร่างกายได้มากขึ้นแล้ว 7. ออกกำลังกาย ถ้าไม่ใช่สายพ่อบ้าน แม่บ้าน งั้นแนะนำให้ออกกำลังกายก่อนกินอาหารเช้าเลยค่ะ เพราะการออกกำลังกายในขณะที่ร่างกายยังไม่ได้รับแคลอรีจากอาหารมากนัก จะช่วยให้ร่างกายดึงพลังงานสะสมออกมาใช้ได้มากขึ้น กระตุ้นการเบิร์นไขมันส่วนเกินในร่างกายเพิ่มขึ้นนั่นเอง ยืนยันข้อมูลโดย Robert Ferguson CEO บริษัท Diet Free Life บริการลดน้ำหนักในรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา – 10 คลิปท่าออกกำลังกายตอนเช้า 5 นาทีเบา ๆ ทำทุกวันก็ผอมได้ ! – 7 วัน 7 ท่า ออกกำลังกายตอนเช้าง่าย ๆ บนเตียง ! – 11 ท่าโยคะตอนเช้า ปลุกร่างกายให้ตื่น ฟื้นพลังให้เฟรช – ท่าออกกำลังกายลดหน้าท้อง 5 นาทีสั้น ๆ ฟิตบนเตียงทุกวัน หน้าท้องปังเลย ! (ท่าออกกำลังกายลดหน้าท้อง 5 นาทีสั้น ๆ ฟิตบนเตียงทุกวัน หน้าท้องปังเลย !)  

ป่วยไทรอยด์ลดน้ำหนักยังไงดี 7 วิธีนี้สิช่วยให้ผอมอย่างปลอดภัย

          เป็นโรคไทรอยด์จนอ้วนขึ้น จะลดน้ำหนักยังไงให้กลับมาผอมเหมือนเดิม และไม่อันตรายต่อร่างกาย ไม่กระทบต่อโรคไทรอยด์ที่เป็นอยู่ ลองมาดูวิธีกัน ภาวะไฮโปไทรอยด์ หรือไทรอยด์แบบอ้วน เกิดจากการที่ต่อมไทรอยด์ทำงานน้อยลง จนกระทบต่อระบบเผาผลาญ ทำให้ผู้ป่วยโรคไฮโปไทรอยด์อ้วนขึ้น มีอาการหน้าบวม ตัวบวม ครั้นจะลดน้ำหนักก็ลองทำมานาน ทว่าน้ำหนักและความอ้วนกลับไม่ลดลงเลย ดังนั้นกระปุกดอทคอมเลยอยากเสนอวิธีลดน้ำหนักสำหรับผู้ป่วยไทรอยด์ ที่จะช่วยกู้ร่างเดิมกลับมาได้ และมีความปลอดภัยต่อร่างกายของผู้ป่วยด้วย ทว่าในขั้นแรก นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์ ศัลยแพทย์หัวใจหลอดเลือดและทรวงอก แนะนำว่า เราควรเคลียร์ร่างกายให้พร้อมก่อนจะเริ่มลดน้ำหนัก เนื่องจากปัจจัยหลาย ๆ อย่างของโรคไทรอยด์อาจทำให้ลดน้ำหนักไม่สำเร็จ ฉะนั้นหากคุณไม่อยากตกอยู่ในภาวะลดน้ำหนักแทบตาย แต่กลับไม่ผอมลงเลย ก็ควรต้องรู้ข้อต่อไปนี้ให้ชัด และทำความเข้าใจให้ดี – แยกสาเหตุของโรคไฮโปไทรอยด์ว่าเป็นชนิดใด โรคไฮโปไทรอยด์มีอยู่สองชนิดด้วยกัน คือไฮโปไทรอยด์ที่เกิดจากต่อมไทรอยด์ (Primary) และไฮโปไทรอยด์ที่เกิดจากสมอง (Secondary) โดยเราสามารถสังเกตและแยกชนิดได้ด้วยระดับฮอร์โมนกระตุ้นต่อมไทรอยด์ (TSH) ถ้าระดับฮอร์โมนสูงก็แสดงว่าเป็นไฮโปไทรอยด์ชนิดที่เกิดจากตัวต่อม สามารถปรับให้ระดับฮอร์โมนดังกล่าวเป็นปกติได้ด้วยยา ทว่าหากมีระดับฮอร์โมนต่ำ นั่นแสดงว่าไฮโปไทรอยด์เกิดจากสมอง อาจมีเนื้องอกใต้ต่อมสมอง ต้องอาศัย CT หรือ MRI สแกนอย่างละเอียดอีกรอบ เพราะหากไม่รักษาตรงจุดนี้ ภาวะไฮโปไทรอยด์ที่ทำให้อ้วนขึ้นก็คงไม่หายไปไหน – ระดับฮอร์โมนกระตุ้น เป็นปกติหรือยัง ก่อนจะลดความอ้วนให้เห็นผล เราควรต้องรักษาโรคไทรอยด์ให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ กล่าวคือ ควรได้รับการรักษาจนระดับฮอร์โมนกระตุ้น (TSH) กลับมาเป็นปกติ ไม่มีภาวะไฮโปไทรอยด์หลงเหลืออยู่ เพราะไม่เช่นนั้นการลดน้ำหนักด้วยวิธีใดก็คงไม่เห็นผล – เช็กการทำงานของเมตาบอลิซึม ในกรณีที่คนไข้คุมไฮโปไทรอยด์ได้แล้ว ก็ต้องมาเช็กต่อว่ามีภาวะโลหิตจางด้วยหรือไม่ เพราะการที่ระดับเม็ดเลือดต่ำ แปลว่าฮอร์โมนกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดยังต่ำอยู่ อันเนื่องมาจากการเผาผลาญของร่างกายยังทำงานได้ไม่ดี ร่างกายจึงไม่ต้องการออกซิเจนมาก เลยไม่สร้างเม็ดเลือดมาก ๆ ด้วย ซึ่งจุดนี้ก็ต้องให้แพทย์ตรวจหาสาเหตุให้ชัด ว่าทำไมระบบเมตาบอลิซึมถึงทำงานต่ำ ทั้ง ๆ ที่คุมไฮโปไทรอยด์ได้แล้ว – เช็กยาที่กินด้วย ยาบางชนิด เช่น Amiodarone และยาทางจิตเวชบางตัวมีผลต่อต้านไทรอยด์โดยตรง ซึ่งจะทำให้ไทรอยด์ผิดปกติได้ ดังนั้นหากคุณกินยาเหล่านี้อยู่ อาจต้องปรึกษาแพทย์เพื่อให้แพทย์เปลี่ยนยาให้ หรือปรึกษาแนวทางการลดน้ำหนักจากแพทย์โดยตรงอีกที เอาล่ะ…หากคุณผ่านข้อจำกัดต่าง ๆ ข้างต้นมาได้อย่างสวยงาม เรามาเริ่มลดน้ำหนักกันเลย วิธีลดน้ำหนักสำหรับผู้ป่วยไฮโปไทรอยด์ 1. หลีกเลี่ยงอาหารมีกลูเตน กลูเตนเป็นโปรตีนชนิดหนึ่งที่มีสารกอยโตรเจน (Goitrogens) ซึ่งเป็นสารยับยั้งการสังเคราะห์ไทรอยด์ฮอร์โมน คอยทำหน้าที่ยับยั้งการส่งผ่านไอโอดีน เป็นปัจจัยให้เกิดโรคคอพอกได้ ทั้งนี้โปรตีนกลูเตนจะพบได้ในข้าวสาลี ข้าวไรซ์ ข้าวบาร์เลย์ ดังนั้นจึงอาจพบกลูเตนได้ในเบเกอรี่ชนิดต่าง ๆ เค้ก พาย เนื้อปูเทียม หรือยังอาจพบกลูเตนได้ในปลากระป๋อง กะทิสำเร็จรูป น้ำมันหอย ซอสถั่วเหลือง และมัสตาร์ด ดังนั้นหากไม่อยากให้ต่อมไทรอยด์ผิดปกติจนนำมาสู่ภาวะอ้วนไม่เลิก ก็พยายามเลือกกินอาหารที่ปลอดกลูเตน อย่างอาหารที่ไม่ผ่านการแปรรูปใด ๆ เช่น ผักสด ผลไม้สด ปลา ไก่ เนื้อไร้ไขมัน ถั่วชนิดต่าง ๆ ข้าวกล้อง ผลิตภัณฑ์จากนมไขมันต่ำ ถั่วเปลือกแข็ง เมล็ดพืชต่าง ๆ และน้ำมันมะกอก 2. เพิ่มคาร์บเชิงซ้อน ลดคาร์บเชิงเดี่ยว คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนอย่างข้าวกล้อง โฮลเกรน โฮลวีท แป้งไม่ขัดสี เป็นกลุ่มอาหารลดน้ำหนักที่ช่วยทั้งคุมระดับน้ำตาลในเลือด ช่วยป้องกันร่างกายจากกลูเตน และยังช่วยเพิ่มไฟเบอร์ให้ร่างกาย กินน้อยแต่อิ่มนาน ระบบขับถ่ายก็ดี จึงเป็นทางเลือกในการลดความอ้วนของผู้ป่วยไฮโปไทรอยด์อย่างไม่ต้องสงสัย – คาร์โบไฮเดรตชนิดดี VS ไม่ดี เลือกกินอย่างไรให้หุ่นเฟิร์ม – ลดน้ำหนักทั้งที คาร์โบไฮเดรตเหล่านี้ช่วยคุณได้ – 7 คาร์โบไฮเดรตชนิดดี กินแบบนี้สิไม่อ้วน 3. กินอาหารช่วยต้านอาการอักเสบ ภาวะอาการอักเสบเป็นสิ่งที่ผู้ป่วยโรคไฮโปไทรอยด์จะได้เจอบ่อย ๆ เนื่องจากการทำงานของต่อมไทรอยด์ที่น้อยผิดปกติ ส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายลดน้อยลงด้วย จึงอาจทำให้เกิดอาการป่วย เพลียบ่อย ๆ หรืออาจเปิดโอกาสให้เกิดภาวะเนื้อเยื่ออักเสบ ก่อให้เกิดอาการตัวบวมได้ง่าย ดังนั้นผู้ป่วยไฮโปไทรอยด์ที่อยากลดน้ำหนัก ลดอาการตัวบวม ควรช่วยร่างกายด้วยการกินอาหารที่มีฤทธิ์ต้านอาการอักเสบ เพื่อลดภาระ ระบบภูมิคุ้มกันได้อีกทาง – 19 อาหารที่ลดอาการอักเสบ บรรเทาอาการได้ชะงัดไม่ง้อยา 4. กินน้อย ๆ แต่กินบ่อย ๆ ระบบเผาผลาญของผู้ป่วยไฮโปไทรอยด์จะทำงานได้ช้า ดังนั้นเราควรกระตุ้นด้วยการกินอาหารมื้อย่อย ๆ แต่กินให้บ่อยขึ้น โดยอาจแบ่งอาหารเป็นมื้อเล็ก ๆ 5-6 มื้อต่อวัน (3 มื้อหลัก และคั่นด้วยของว่างแคลอรีต่ำก่อนมื้อหลัก) ซึ่งนอกจากจะช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบเผาผลาญแล้ว ยังช่วยคงระดับน้ำตาลในเลือดไปด้วยในตัว – 20 ของว่างแคลอรีต่ำ อร่อยเต็มคำแต่ให้พลังงานไม่เกิน 100 กิโลแคลอรี 5. ดื่มน้ำเยอะ ๆ วิธีลดน้ำหนักง่าย ๆ ที่ทำแล้วดีต่อทุกคนคือการดื่มน้ำให้เยอะเข้าไว้ค่ะ เพราะน้ำเป็นส่วนประกอบสำคัญของร่างกาย เป็นสารที่ช่วยหล่อเลี้ยงการทำงานของระบบต่าง ๆ ภายในร่างกายให้เป็นไปได้ด้วยดี อีกทั้งการดื่มน้ำยังช่วยลดความหิวกระหาย ช่วยให้รู้สึกอิ่มและกินอาหารได้น้อยลงด้วยนะ 6. นอนหลับให้เพียงพอ ปัญหาอย่างหนึ่งของผู้ป่วยไฮโปไทรอยด์คือนอนไม่หลับ ซึ่งแน่นอนว่าหากร่างกายไม่ได้รับการพักผ่อนที่เพียงพอ ก็ย่อมส่งผลต่อระบบต่าง ๆ ของร่างกาย โดยเฉพาะในเรื่องของฮอร์โมน การนอนไม่หลับจะก่อให้เกิดการหลั่งของฮอร์โมนคอร์ติซอล ฮอร์โมนแห่งความหิว ความเครียด และอาจส่งผลให้ฮอร์โมนอื่น ๆ ในร่างกายแกว่งไปด้วย ดังนั้นหากไม่อยากเจอกับความผิดปกติเหล่านี้ แนะนำให้ฝึกร่างกายตัวเองให้นอนหลับอย่างเพียงพอ โดยอาจเริ่มจากการเข้านอนตรงเวลาทุกวัน นั่งสมาธิก่อนนอน หรือลองวิธีช่วยให้นอนหลับสนิทวิธีอื่น ๆ ก็ได้ – 19 วิธีทำให้ง่วงนอนสำหรับคนนอนไม่หลับ ไม่ต้องมัวนับแกะอีกต่อไป 7. ออกกำลังกาย นอกจากควรจะเลือกกินอาหารที่ดีต่อการลดน้ำหนักแล้ว วิธีลดความอ้วนที่ดีที่สุดอีกวิธีหนึ่งก็คือการออกกำลังกายค่ะ เพื่อเปิดโอกาสให้ร่างกายได้ดึงพลังงานจากอาหารที่เรากินเข้าไปออกมาใช้ และการออกกำลังกายยังช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบเผาผลาญอีกวิธีหนึ่งด้วยนะคะ ดังนั้นพยายามออกกำลังกายให้ได้ทุกวัน และทำอย่างสม่ำเสมอด้วยก็จะดีมาก  อย่างไรก็ตาม อยากให้โฟกัสที่อาการป่วยและการรักษาโรคไฮโปไทรอยด์ก่อนเป็นหลัก ถ้ารักษาจนทุกอย่างลงตัวแล้ว อยู่ในระยะที่ปลอดภัย เราค่อยมาเริ่มต้นลดน้ำหนักกันอย่างจริงจังก็ยังไม่สาย ทั้งนี้กระปุกดอทคอมก็ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนก้าวผ่านโรคไทรอยด์และอุปสรรคต่าง ๆ ได้อย่างสวยงาม มีสุขภาพแข็งแรงและรูปร่างที่ดีกันทุกคนเลย 🙂

15 วิธีลดความอ้วนสุดง่าย แบบฉบับสาวขี้เกียจ

1. จิบคาเฟอีนสักนิด คาเฟอีนจะช่วยเพิ่มความสามารถในการเผาผลาญแคลอรีได้ถึง 3 ชั่วโมงเลยทีเดียวค่ะ แต่แทนที่จะดื่มกาแฟที่มีน้ำตาลเยอะ ลองหันมาจิบชาแทนจะดีกว่านะคะ 2. เปลี่ยนมานั่งลูกบอลออกกำลังกาย การนั่งเฉยๆ ดูโทรทัศน์บนโซฟา ไม่ช่วยให้ผอมลงค่ะสาวๆ ลองหันมานั่งบนลูกบอลออกกำลังกาย ที่จะทำให้คุณได้ออกกำลังกายไปในตัวดีกว่า เพราะลูกบอลนี้จะช่วยเผาผลาญพลังงานได้มากถึง 260 แคลอรีต่อวันเลยล่ะค่า 3. งดกินแป้งสัก 2 วัน หากการไม่กินแป้งทุกวันมันทำยากเกินไป สาวๆ อาจจะลดเป็น 2 วันต่อสัปดาห์ก็ได้ค่ะ ซึ่งแม้จะเป็นการงดแป้งเพียง 2 วัน แต่ก็ช่วยให้สาวๆ ลดน้ำหนักได้ดีกว่าที่คิด! 4. เคี้ยวหมากฝรั่งบ่อยๆ การเคี้ยวหมากฝรั่งจะช่วยให้สาวๆ อยากอาหารน้อยลงถึง 10 เปอร์เซ็นต์! แต่แนะนำว่าควรเลือกหมากฝรั่งที่น้ำตาลน้อยนะคะ 5. กินอาหารเผ็ด อาหารเผ็ด อย่างเมนูอาหารไทยๆ ของบ้านเรานี่ล่ะค่ะ คือตัวช่วยลดน้ำหนักชั้นยอด เพราะการกินอาหารที่มีรสเผ็ดจะช่วยให้กระบวนการเผาผลาญหรือเมตาบอลิซึ่มทำงานได้ดีขึ้นถึง 23 เปอร์เซ็นต์! 6. ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ หากวันหยุดไหนที่อยู่ว่างๆ ไม่มีอะไรทำ อย่ามัวแต่หาอะไรเข้าปากค่ะสาวๆ ลองออกจากบ้านหรือลุกขึ้นมาออกกำลังกายสัก 2 วันต่อสัปดาห์ แค่นี้ก็ช่วยลดน้ำหนักได้มากกว่าเดิมถึง 3 เท่าแล้วล่ะค่า 7. เลิกเครียด ใครที่ชอบนั่งหน้านิ่วคิ้วขมวด เครียดกับงานที่ทำตลอดเวลา หยุดด่วนๆ เลยนะคะ เพราะผู้หญิงที่เครียดมีแนวโน้มที่จะเผาผลาญพลังงานได้น้อยกว่าผู้หญิงที่มีสุขภาพจิตดีถึง 104 แคลอรีเลยล่ะ!   8. จิบเบียร์วันละนิด สาวนักดื่มคงยิ้มร่ากับการลดความอ้วนวิธีนี้ค่ะ เพราะการจิบเบียร์ 2 แก้วต่อวันจะช่วยชะลอการแตกตัวของไขมันได้ถึง 73 เปอร์เซ็นต์! 9. ขยับเท้าเวลานั่ง ระหว่างที่นั่งทำงาน อย่าปล่อยให้เท้าอยู่เฉยค่ะ เพราะการขยับเท้าเวลานั่งจะช่วยเบิร์นแคลอรีได้มากกว่าการนั่งเฉยๆ ถึง 100 แคลอรีเลยทีเดียวค่ะ 10. ออกกำลังกายวันละ 10 นาที รู้มั้ยคะสาวๆ ว่าแค่ออกกำลังกายเล็กๆ น้อยๆ เพียงวันละ 10 นาที ให้เหงื่อได้ออกพอประมาณ ก็ช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญได้เป็นชั่วโมงแล้ว! 11. ดื่มน้ำก่อนกินอาหาร การดื่มน้ำจะช่วยให้สาวๆ รู้สึกอิ่มและลดอาการอยากอาหารได้ดีเลยล่ะค่ะ แถมยังเป็นวิธีที่ช่วยป้องกันไม่ให้สาวๆ กินอาหารมากเกินขนาดอีกด้วย! 12. กินดาร์คช็อคโกแลตเป็นของหวาน แทนที่จะเลือกขนมหรือคุกกี้ที่มีน้ำตาลอย่างอัดแน่นมากินเป็นของหวาน แนะนำให้หยิบดาร์คช็อคโกแลตสักชิ้นมากินจะดีกว่าค่ะ เพราะนอกจากจะมีน้ำตาล ตัวการของความอ้วนในปริมาณน้อยแล้ว ยังช่วยทดแทนพลังงานที่ต้องใช้ได้อีกด้วย 13. อย่าปล่อยท้องหิวมากไป การปล่อยให้หิวมากเกินไป เป็นตัวการหนึ่งที่ทำให้สาวๆ กินมากขึ้นโดยไม่รู้ตัวค่ะ ทางที่ดีควรกินให้ตรงเวลา เพื่อหลีกเลี่ยงภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำที่อาจเป็นอันตรายต่อร่างกายได้ค่ะ 14. กินมื้อเย็นให้เร็วขึ้น ใครที่ชอบกินดึกๆ แนะนำให้หยุดด่วนๆ ค่ะ เพราะสาวๆ ควรกินมื้อเย็น อย่างน้อย 2-3 ชั่วโมงก่อนเวลาเข้านอน และไม่ควรกินมากเกินไป เพราะจะทำให้ระบบย่อยทำงานผิดปกติได้ 15. นอนให้มากขึ้น การอดนอนเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้สาวๆ กินมากขึ้นระหว่างวันค่ะ ฉะนั้นควรนอนให้เพียงพออย่างน้อย 7-9 ชั่วโมงต่อวัน เพราะนี่คือวิธีที่ง่ายและช่วยให้การลดน้ำหนักของสาวๆ ได้ผลดีที่สุด