วิธีลดน้ำหนักตั้งแต่ตื่น พร้อมเติมความสดชื่นยามเช้า

เชื่อไหมคะว่าเราสามารถทำสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ หลังจากตื่นนอนเพื่อช่วยในการลดน้ำหนักได้ และการที่ตื่นขึ้นมาพร้อมกับรู้ว่าเช้านี้จะได้หั่นแคลอรีไปอีกสักหน่อยมันก็ดีต่อใจน้อยซะเมื่อไรล่ะเนอะ ที่สำคัญกิจกรรมก่อนอาหารเช้าที่จะช่วยเราลดน้ำหนักได้มากขึ้นเหล่านี้ ยังมีส่วนช่วยกระตุ้นความรู้สึกสดชื่นหลังตื่นนอนให้เราได้อีกด้วยนะ อยากรู้แล้วใช่ไหมคะว่าหลังตื่นนอนเราจะทำอะไรเพื่อช่วยลดน้ำหนักได้บ้าง ก็ตามมาดูเลย 1. ตื่นเช้าทุกวัน แม้จะเป็นวันหยุดพักผ่อนก็อยากให้ตื่นเช้าเหมือนตอนไปทำงานหรือไปเรียนนะคะ เพราะการเข้านอนและตื่นนอนในเวลาเดิม ๆ ทุกวัน จะช่วยให้ระบบการทำงานภายในร่างกายเกิดความสมดุล โดยเฉพาะระบบเผาผลาญก็จะรู้เวลาตื่น เวลาที่ต้องทำงาน แต่ถ้าใครยังไม่ค่อยเชื่อ เราขออ้างงานวิจัยจากมหาวิทยาลัย Northwestern ที่บอกว่า คนที่ตื่นสาย ลุกจากเตียงประมาณ 10.30 น. เป็นต้นไป มีแนวโน้มจะโหยหาอาหารฟาสต์ฟู้ดมากขึ้น 2 เท่า และมีความอยากกินผัก-ผลไม้ อาหารเพื่อสุขภาพน้อยลงครึ่งหนึ่ง เมื่อเทียบกับคนที่ตื่นเช้ากว่า และตื่นในเวลาเดิม ๆ ทุกวัน อ้อ ! แต่ถ้าคิดง่าย ๆ การตื่นเช้าเราก็มีเวลาได้เคลื่อนไหวร่างกายมากขึ้น โอกาสในการเผาผลาญพลังงานของร่างก็มากขึ้นนั่นเอง 2. ดื่มน้ำทันทีที่ตื่นนอน ร่างกายที่หลับใหลไปกว่า 5 ชั่วโมงคงรู้สึกกระหายน้ำอยู่ไม่น้อย ดังนั้นสิ่งแรกที่ควรทำหลังจากตื่นนอนคือพุ่งไปยังตู้เย็นแล้วดื่มน้ำสัก 1 แก้วทันทีค่ะ เพื่อให้ร่างกายรู้สึกสดชื่นขึ้น เราก็จะตื่นได้เต็มตามากขึ้นหน่อย ๆ ด้วย นอกจากนี้ผลการศึกษาจากมหาวิทยาลัย Utha ก็ยังเผยผลวิจัยว่า กลุ่มอาสาสมัครที่ดื่มน้ำ 2 แก้วก่อนรับประทานอาหาร มีแนวโน้มลดน้ำหนักได้มากกว่ากลุ่มอาสมัครที่ไม่ได้ดื่มน้ำก่อนกินข้าวราว 30% เลยล่ะ 3. เดินไปรับแสงแดดอ่อน ๆ นาฬิกาชีวิตที่อยู่ในร่างกายของเราใช้แสงเป็นตัวกำหนดว่าจะตื่นหรือหลับ ดังนั้นการตื่นขึ้นมาแล้วได้รับแสงแดดอ่อน ๆ ฉาบไล้ร่างกายก็เท่ากับเป็นสัญญาณให้นาฬิกาชีวิตรู้ว่านี่คือเวลาเช้าแล้วนะ ระบบต่าง ๆ ในร่างกายก็จะตื่นตัวและเริ่มทำงานอย่างเต็มกำลังมากขึ้น ซึ่งจุดนี้ผลวิจัยที่ถูกตีพิมพ์ในวารสาร PLOS ONE ก็ยังบอกเพิ่มเติมด้วยว่า แสงแดดยามเช้าจะส่งซิกไปยังเมตาบอลิซึม กระตุ้นระบบเผาผลาญให้ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพมากขึ้นได้ โดยเขาอ้างจากผลการทดลองที่พบว่า คนที่ตื่นเช้ามาเจอกับแสงแดดมีดัชนีมวลกายหรือ BMI น้อยกว่ากลุ่มคนที่ตื่นขึ้นมาในห้องมืด ๆ 4. น้ำส้มแอปเปิลไซเดอร์สักช้อนโต๊ะก็ดี ผลการศึกษาในวารสาร Bioscience, Biotechnology, and Biochemistry เผยว่า กลุ่มอาสาสมัครที่ดื่มน้ำส้มแอปเปิลไซเดอร์ 1 ช้อนโต๊ะ โดยผสมกับน้ำอุ่น 1 แก้ว ติดต่อกัน 12 สัปดาห์ มีแนวโน้มลดน้ำหนักได้ดีกว่าคนที่ดื่มยาหลอก โดยเมื่อตรวจร่างกายก็พบว่า กลุ่มที่ดื่มแอปเปิลไซเดอร์มีดัชนีมวลกาย (BMI) ลดลง มีสัดส่วนไขมันลดลง รอบเอวเล็กลง และมีระดับไตรกลีเซอไรด์ลดลงด้วย ทั้งนี้ก็เพราะว่าสรรพคุณของน้ำส้มแอปเปิลไซเดอร์มีฤทธิ์เป็นกรด สามารถช่วยปรับสมดุลความดันโลหิต ลดระดับน้ำตาลในเลือด ควบคุมความอยากอาหารได้ดี หากกินเป็นประจำจะช่วยกระตุ้นการขับถ่ายด้วย เหมาะสำหรับคนธาตุหนัก ขับถ่ายยาก และอยากลดน้ำหนักมากเลยทีเดียว 5. ตบด้วยกาแฟดำ คาเฟอีนมีฤทธิ์กระตุ้นการตื่นตัวของร่างกาย ซึ่งนอกจากจะช่วยปลุกเราจากความงัวเงียแล้ว คาเฟอีนยังช่วยเพิ่มความอึดในการออกกำลังกายให้เราได้อีกด้วยนะคะ ยืนยันด้วยผลการทดลองกับนักกีฬากลุ่มหนึ่ง ซึ่งได้ดื่มกาแฟระหว่างที่ฝึกซ้อม และพบว่า นักกีฬากลุ่มที่ดื่มกาแฟจะสามารถฝึกซ้อมกีฬาได้นานขึ้น เรียกได้ว่ามีความอึดมากกว่าเดิมนั่นเอง โดยความคึกคักที่เกิดขึ้นจะมีระยะเวลาประมาณ 1 ชั่วโมงเท่านั้น แต่ทั้งนี้คนที่ไม่ดื่มกาแฟก็สามารถดื่มเป็นชาเขียวอุ่น ๆ สักแก้วแทนได้ เพราะในชาเขียวก็มีคาเฟอีนเหมือนกัน แถมยังมีสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยต้านอาการอักเสบได้อีกต่างหาก 6. ทำงานบ้าน ถ้าตื่นขึ้นมาแล้วและทำทุกข้อด้านบนหมดแล้ว ภารกิจต่อไปลองหางานบ้านทำสักหน่อยดีกว่า อาจจะซักผ้า รีดผ้า กวาดบ้าน หรือบางคนจะล้างห้องน้ำ ล้างรถก็ได้นะคะ เลือกทำสักกิจกรรมที่เวลาพอจะเอื้ออำนวย แค่นี้ก็ช่วยเบิร์นแคลอรีที่สะสมอยู่ในร่างกายได้มากขึ้นแล้ว 7. ออกกำลังกาย ถ้าไม่ใช่สายพ่อบ้าน แม่บ้าน งั้นแนะนำให้ออกกำลังกายก่อนกินอาหารเช้าเลยค่ะ เพราะการออกกำลังกายในขณะที่ร่างกายยังไม่ได้รับแคลอรีจากอาหารมากนัก จะช่วยให้ร่างกายดึงพลังงานสะสมออกมาใช้ได้มากขึ้น กระตุ้นการเบิร์นไขมันส่วนเกินในร่างกายเพิ่มขึ้นนั่นเอง ยืนยันข้อมูลโดย Robert Ferguson CEO บริษัท Diet Free Life บริการลดน้ำหนักในรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา – 10 คลิปท่าออกกำลังกายตอนเช้า 5 นาทีเบา ๆ ทำทุกวันก็ผอมได้ ! – 7 วัน 7 ท่า ออกกำลังกายตอนเช้าง่าย ๆ บนเตียง ! – 11 ท่าโยคะตอนเช้า ปลุกร่างกายให้ตื่น ฟื้นพลังให้เฟรช – ท่าออกกำลังกายลดหน้าท้อง 5 นาทีสั้น ๆ ฟิตบนเตียงทุกวัน หน้าท้องปังเลย ! (ท่าออกกำลังกายลดหน้าท้อง 5 นาทีสั้น ๆ ฟิตบนเตียงทุกวัน หน้าท้องปังเลย !)  

ป่วยไทรอยด์ลดน้ำหนักยังไงดี 7 วิธีนี้สิช่วยให้ผอมอย่างปลอดภัย

          เป็นโรคไทรอยด์จนอ้วนขึ้น จะลดน้ำหนักยังไงให้กลับมาผอมเหมือนเดิม และไม่อันตรายต่อร่างกาย ไม่กระทบต่อโรคไทรอยด์ที่เป็นอยู่ ลองมาดูวิธีกัน ภาวะไฮโปไทรอยด์ หรือไทรอยด์แบบอ้วน เกิดจากการที่ต่อมไทรอยด์ทำงานน้อยลง จนกระทบต่อระบบเผาผลาญ ทำให้ผู้ป่วยโรคไฮโปไทรอยด์อ้วนขึ้น มีอาการหน้าบวม ตัวบวม ครั้นจะลดน้ำหนักก็ลองทำมานาน ทว่าน้ำหนักและความอ้วนกลับไม่ลดลงเลย ดังนั้นกระปุกดอทคอมเลยอยากเสนอวิธีลดน้ำหนักสำหรับผู้ป่วยไทรอยด์ ที่จะช่วยกู้ร่างเดิมกลับมาได้ และมีความปลอดภัยต่อร่างกายของผู้ป่วยด้วย ทว่าในขั้นแรก นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์ ศัลยแพทย์หัวใจหลอดเลือดและทรวงอก แนะนำว่า เราควรเคลียร์ร่างกายให้พร้อมก่อนจะเริ่มลดน้ำหนัก เนื่องจากปัจจัยหลาย ๆ อย่างของโรคไทรอยด์อาจทำให้ลดน้ำหนักไม่สำเร็จ ฉะนั้นหากคุณไม่อยากตกอยู่ในภาวะลดน้ำหนักแทบตาย แต่กลับไม่ผอมลงเลย ก็ควรต้องรู้ข้อต่อไปนี้ให้ชัด และทำความเข้าใจให้ดี – แยกสาเหตุของโรคไฮโปไทรอยด์ว่าเป็นชนิดใด โรคไฮโปไทรอยด์มีอยู่สองชนิดด้วยกัน คือไฮโปไทรอยด์ที่เกิดจากต่อมไทรอยด์ (Primary) และไฮโปไทรอยด์ที่เกิดจากสมอง (Secondary) โดยเราสามารถสังเกตและแยกชนิดได้ด้วยระดับฮอร์โมนกระตุ้นต่อมไทรอยด์ (TSH) ถ้าระดับฮอร์โมนสูงก็แสดงว่าเป็นไฮโปไทรอยด์ชนิดที่เกิดจากตัวต่อม สามารถปรับให้ระดับฮอร์โมนดังกล่าวเป็นปกติได้ด้วยยา ทว่าหากมีระดับฮอร์โมนต่ำ นั่นแสดงว่าไฮโปไทรอยด์เกิดจากสมอง อาจมีเนื้องอกใต้ต่อมสมอง ต้องอาศัย CT หรือ MRI สแกนอย่างละเอียดอีกรอบ เพราะหากไม่รักษาตรงจุดนี้ ภาวะไฮโปไทรอยด์ที่ทำให้อ้วนขึ้นก็คงไม่หายไปไหน – ระดับฮอร์โมนกระตุ้น เป็นปกติหรือยัง ก่อนจะลดความอ้วนให้เห็นผล เราควรต้องรักษาโรคไทรอยด์ให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ กล่าวคือ ควรได้รับการรักษาจนระดับฮอร์โมนกระตุ้น (TSH) กลับมาเป็นปกติ ไม่มีภาวะไฮโปไทรอยด์หลงเหลืออยู่ เพราะไม่เช่นนั้นการลดน้ำหนักด้วยวิธีใดก็คงไม่เห็นผล – เช็กการทำงานของเมตาบอลิซึม ในกรณีที่คนไข้คุมไฮโปไทรอยด์ได้แล้ว ก็ต้องมาเช็กต่อว่ามีภาวะโลหิตจางด้วยหรือไม่ เพราะการที่ระดับเม็ดเลือดต่ำ แปลว่าฮอร์โมนกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดยังต่ำอยู่ อันเนื่องมาจากการเผาผลาญของร่างกายยังทำงานได้ไม่ดี ร่างกายจึงไม่ต้องการออกซิเจนมาก เลยไม่สร้างเม็ดเลือดมาก ๆ ด้วย ซึ่งจุดนี้ก็ต้องให้แพทย์ตรวจหาสาเหตุให้ชัด ว่าทำไมระบบเมตาบอลิซึมถึงทำงานต่ำ ทั้ง ๆ ที่คุมไฮโปไทรอยด์ได้แล้ว – เช็กยาที่กินด้วย ยาบางชนิด เช่น Amiodarone และยาทางจิตเวชบางตัวมีผลต่อต้านไทรอยด์โดยตรง ซึ่งจะทำให้ไทรอยด์ผิดปกติได้ ดังนั้นหากคุณกินยาเหล่านี้อยู่ อาจต้องปรึกษาแพทย์เพื่อให้แพทย์เปลี่ยนยาให้ หรือปรึกษาแนวทางการลดน้ำหนักจากแพทย์โดยตรงอีกที เอาล่ะ…หากคุณผ่านข้อจำกัดต่าง ๆ ข้างต้นมาได้อย่างสวยงาม เรามาเริ่มลดน้ำหนักกันเลย วิธีลดน้ำหนักสำหรับผู้ป่วยไฮโปไทรอยด์ 1. หลีกเลี่ยงอาหารมีกลูเตน กลูเตนเป็นโปรตีนชนิดหนึ่งที่มีสารกอยโตรเจน (Goitrogens) ซึ่งเป็นสารยับยั้งการสังเคราะห์ไทรอยด์ฮอร์โมน คอยทำหน้าที่ยับยั้งการส่งผ่านไอโอดีน เป็นปัจจัยให้เกิดโรคคอพอกได้ ทั้งนี้โปรตีนกลูเตนจะพบได้ในข้าวสาลี ข้าวไรซ์ ข้าวบาร์เลย์ ดังนั้นจึงอาจพบกลูเตนได้ในเบเกอรี่ชนิดต่าง ๆ เค้ก พาย เนื้อปูเทียม หรือยังอาจพบกลูเตนได้ในปลากระป๋อง กะทิสำเร็จรูป น้ำมันหอย ซอสถั่วเหลือง และมัสตาร์ด ดังนั้นหากไม่อยากให้ต่อมไทรอยด์ผิดปกติจนนำมาสู่ภาวะอ้วนไม่เลิก ก็พยายามเลือกกินอาหารที่ปลอดกลูเตน อย่างอาหารที่ไม่ผ่านการแปรรูปใด ๆ เช่น ผักสด ผลไม้สด ปลา ไก่ เนื้อไร้ไขมัน ถั่วชนิดต่าง ๆ ข้าวกล้อง ผลิตภัณฑ์จากนมไขมันต่ำ ถั่วเปลือกแข็ง เมล็ดพืชต่าง ๆ และน้ำมันมะกอก 2. เพิ่มคาร์บเชิงซ้อน ลดคาร์บเชิงเดี่ยว คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนอย่างข้าวกล้อง โฮลเกรน โฮลวีท แป้งไม่ขัดสี เป็นกลุ่มอาหารลดน้ำหนักที่ช่วยทั้งคุมระดับน้ำตาลในเลือด ช่วยป้องกันร่างกายจากกลูเตน และยังช่วยเพิ่มไฟเบอร์ให้ร่างกาย กินน้อยแต่อิ่มนาน ระบบขับถ่ายก็ดี จึงเป็นทางเลือกในการลดความอ้วนของผู้ป่วยไฮโปไทรอยด์อย่างไม่ต้องสงสัย – คาร์โบไฮเดรตชนิดดี VS ไม่ดี เลือกกินอย่างไรให้หุ่นเฟิร์ม – ลดน้ำหนักทั้งที คาร์โบไฮเดรตเหล่านี้ช่วยคุณได้ – 7 คาร์โบไฮเดรตชนิดดี กินแบบนี้สิไม่อ้วน 3. กินอาหารช่วยต้านอาการอักเสบ ภาวะอาการอักเสบเป็นสิ่งที่ผู้ป่วยโรคไฮโปไทรอยด์จะได้เจอบ่อย ๆ เนื่องจากการทำงานของต่อมไทรอยด์ที่น้อยผิดปกติ ส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายลดน้อยลงด้วย จึงอาจทำให้เกิดอาการป่วย เพลียบ่อย ๆ หรืออาจเปิดโอกาสให้เกิดภาวะเนื้อเยื่ออักเสบ ก่อให้เกิดอาการตัวบวมได้ง่าย ดังนั้นผู้ป่วยไฮโปไทรอยด์ที่อยากลดน้ำหนัก ลดอาการตัวบวม ควรช่วยร่างกายด้วยการกินอาหารที่มีฤทธิ์ต้านอาการอักเสบ เพื่อลดภาระ ระบบภูมิคุ้มกันได้อีกทาง – 19 อาหารที่ลดอาการอักเสบ บรรเทาอาการได้ชะงัดไม่ง้อยา 4. กินน้อย ๆ แต่กินบ่อย ๆ ระบบเผาผลาญของผู้ป่วยไฮโปไทรอยด์จะทำงานได้ช้า ดังนั้นเราควรกระตุ้นด้วยการกินอาหารมื้อย่อย ๆ แต่กินให้บ่อยขึ้น โดยอาจแบ่งอาหารเป็นมื้อเล็ก ๆ 5-6 มื้อต่อวัน (3 มื้อหลัก และคั่นด้วยของว่างแคลอรีต่ำก่อนมื้อหลัก) ซึ่งนอกจากจะช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบเผาผลาญแล้ว ยังช่วยคงระดับน้ำตาลในเลือดไปด้วยในตัว – 20 ของว่างแคลอรีต่ำ อร่อยเต็มคำแต่ให้พลังงานไม่เกิน 100 กิโลแคลอรี 5. ดื่มน้ำเยอะ ๆ วิธีลดน้ำหนักง่าย ๆ ที่ทำแล้วดีต่อทุกคนคือการดื่มน้ำให้เยอะเข้าไว้ค่ะ เพราะน้ำเป็นส่วนประกอบสำคัญของร่างกาย เป็นสารที่ช่วยหล่อเลี้ยงการทำงานของระบบต่าง ๆ ภายในร่างกายให้เป็นไปได้ด้วยดี อีกทั้งการดื่มน้ำยังช่วยลดความหิวกระหาย ช่วยให้รู้สึกอิ่มและกินอาหารได้น้อยลงด้วยนะ 6. นอนหลับให้เพียงพอ ปัญหาอย่างหนึ่งของผู้ป่วยไฮโปไทรอยด์คือนอนไม่หลับ ซึ่งแน่นอนว่าหากร่างกายไม่ได้รับการพักผ่อนที่เพียงพอ ก็ย่อมส่งผลต่อระบบต่าง ๆ ของร่างกาย โดยเฉพาะในเรื่องของฮอร์โมน การนอนไม่หลับจะก่อให้เกิดการหลั่งของฮอร์โมนคอร์ติซอล ฮอร์โมนแห่งความหิว ความเครียด และอาจส่งผลให้ฮอร์โมนอื่น ๆ ในร่างกายแกว่งไปด้วย ดังนั้นหากไม่อยากเจอกับความผิดปกติเหล่านี้ แนะนำให้ฝึกร่างกายตัวเองให้นอนหลับอย่างเพียงพอ โดยอาจเริ่มจากการเข้านอนตรงเวลาทุกวัน นั่งสมาธิก่อนนอน หรือลองวิธีช่วยให้นอนหลับสนิทวิธีอื่น ๆ ก็ได้ – 19 วิธีทำให้ง่วงนอนสำหรับคนนอนไม่หลับ ไม่ต้องมัวนับแกะอีกต่อไป 7. ออกกำลังกาย นอกจากควรจะเลือกกินอาหารที่ดีต่อการลดน้ำหนักแล้ว วิธีลดความอ้วนที่ดีที่สุดอีกวิธีหนึ่งก็คือการออกกำลังกายค่ะ เพื่อเปิดโอกาสให้ร่างกายได้ดึงพลังงานจากอาหารที่เรากินเข้าไปออกมาใช้ และการออกกำลังกายยังช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบเผาผลาญอีกวิธีหนึ่งด้วยนะคะ ดังนั้นพยายามออกกำลังกายให้ได้ทุกวัน และทำอย่างสม่ำเสมอด้วยก็จะดีมาก  อย่างไรก็ตาม อยากให้โฟกัสที่อาการป่วยและการรักษาโรคไฮโปไทรอยด์ก่อนเป็นหลัก ถ้ารักษาจนทุกอย่างลงตัวแล้ว อยู่ในระยะที่ปลอดภัย เราค่อยมาเริ่มต้นลดน้ำหนักกันอย่างจริงจังก็ยังไม่สาย ทั้งนี้กระปุกดอทคอมก็ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนก้าวผ่านโรคไทรอยด์และอุปสรรคต่าง ๆ ได้อย่างสวยงาม มีสุขภาพแข็งแรงและรูปร่างที่ดีกันทุกคนเลย 🙂

15 วิธีลดความอ้วนสุดง่าย แบบฉบับสาวขี้เกียจ

1. จิบคาเฟอีนสักนิด คาเฟอีนจะช่วยเพิ่มความสามารถในการเผาผลาญแคลอรีได้ถึง 3 ชั่วโมงเลยทีเดียวค่ะ แต่แทนที่จะดื่มกาแฟที่มีน้ำตาลเยอะ ลองหันมาจิบชาแทนจะดีกว่านะคะ 2. เปลี่ยนมานั่งลูกบอลออกกำลังกาย การนั่งเฉยๆ ดูโทรทัศน์บนโซฟา ไม่ช่วยให้ผอมลงค่ะสาวๆ ลองหันมานั่งบนลูกบอลออกกำลังกาย ที่จะทำให้คุณได้ออกกำลังกายไปในตัวดีกว่า เพราะลูกบอลนี้จะช่วยเผาผลาญพลังงานได้มากถึง 260 แคลอรีต่อวันเลยล่ะค่า 3. งดกินแป้งสัก 2 วัน หากการไม่กินแป้งทุกวันมันทำยากเกินไป สาวๆ อาจจะลดเป็น 2 วันต่อสัปดาห์ก็ได้ค่ะ ซึ่งแม้จะเป็นการงดแป้งเพียง 2 วัน แต่ก็ช่วยให้สาวๆ ลดน้ำหนักได้ดีกว่าที่คิด! 4. เคี้ยวหมากฝรั่งบ่อยๆ การเคี้ยวหมากฝรั่งจะช่วยให้สาวๆ อยากอาหารน้อยลงถึง 10 เปอร์เซ็นต์! แต่แนะนำว่าควรเลือกหมากฝรั่งที่น้ำตาลน้อยนะคะ 5. กินอาหารเผ็ด อาหารเผ็ด อย่างเมนูอาหารไทยๆ ของบ้านเรานี่ล่ะค่ะ คือตัวช่วยลดน้ำหนักชั้นยอด เพราะการกินอาหารที่มีรสเผ็ดจะช่วยให้กระบวนการเผาผลาญหรือเมตาบอลิซึ่มทำงานได้ดีขึ้นถึง 23 เปอร์เซ็นต์! 6. ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ หากวันหยุดไหนที่อยู่ว่างๆ ไม่มีอะไรทำ อย่ามัวแต่หาอะไรเข้าปากค่ะสาวๆ ลองออกจากบ้านหรือลุกขึ้นมาออกกำลังกายสัก 2 วันต่อสัปดาห์ แค่นี้ก็ช่วยลดน้ำหนักได้มากกว่าเดิมถึง 3 เท่าแล้วล่ะค่า 7. เลิกเครียด ใครที่ชอบนั่งหน้านิ่วคิ้วขมวด เครียดกับงานที่ทำตลอดเวลา หยุดด่วนๆ เลยนะคะ เพราะผู้หญิงที่เครียดมีแนวโน้มที่จะเผาผลาญพลังงานได้น้อยกว่าผู้หญิงที่มีสุขภาพจิตดีถึง 104 แคลอรีเลยล่ะ!   8. จิบเบียร์วันละนิด สาวนักดื่มคงยิ้มร่ากับการลดความอ้วนวิธีนี้ค่ะ เพราะการจิบเบียร์ 2 แก้วต่อวันจะช่วยชะลอการแตกตัวของไขมันได้ถึง 73 เปอร์เซ็นต์! 9. ขยับเท้าเวลานั่ง ระหว่างที่นั่งทำงาน อย่าปล่อยให้เท้าอยู่เฉยค่ะ เพราะการขยับเท้าเวลานั่งจะช่วยเบิร์นแคลอรีได้มากกว่าการนั่งเฉยๆ ถึง 100 แคลอรีเลยทีเดียวค่ะ 10. ออกกำลังกายวันละ 10 นาที รู้มั้ยคะสาวๆ ว่าแค่ออกกำลังกายเล็กๆ น้อยๆ เพียงวันละ 10 นาที ให้เหงื่อได้ออกพอประมาณ ก็ช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญได้เป็นชั่วโมงแล้ว! 11. ดื่มน้ำก่อนกินอาหาร การดื่มน้ำจะช่วยให้สาวๆ รู้สึกอิ่มและลดอาการอยากอาหารได้ดีเลยล่ะค่ะ แถมยังเป็นวิธีที่ช่วยป้องกันไม่ให้สาวๆ กินอาหารมากเกินขนาดอีกด้วย! 12. กินดาร์คช็อคโกแลตเป็นของหวาน แทนที่จะเลือกขนมหรือคุกกี้ที่มีน้ำตาลอย่างอัดแน่นมากินเป็นของหวาน แนะนำให้หยิบดาร์คช็อคโกแลตสักชิ้นมากินจะดีกว่าค่ะ เพราะนอกจากจะมีน้ำตาล ตัวการของความอ้วนในปริมาณน้อยแล้ว ยังช่วยทดแทนพลังงานที่ต้องใช้ได้อีกด้วย 13. อย่าปล่อยท้องหิวมากไป การปล่อยให้หิวมากเกินไป เป็นตัวการหนึ่งที่ทำให้สาวๆ กินมากขึ้นโดยไม่รู้ตัวค่ะ ทางที่ดีควรกินให้ตรงเวลา เพื่อหลีกเลี่ยงภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำที่อาจเป็นอันตรายต่อร่างกายได้ค่ะ 14. กินมื้อเย็นให้เร็วขึ้น ใครที่ชอบกินดึกๆ แนะนำให้หยุดด่วนๆ ค่ะ เพราะสาวๆ ควรกินมื้อเย็น อย่างน้อย 2-3 ชั่วโมงก่อนเวลาเข้านอน และไม่ควรกินมากเกินไป เพราะจะทำให้ระบบย่อยทำงานผิดปกติได้ 15. นอนให้มากขึ้น การอดนอนเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้สาวๆ กินมากขึ้นระหว่างวันค่ะ ฉะนั้นควรนอนให้เพียงพออย่างน้อย 7-9 ชั่วโมงต่อวัน เพราะนี่คือวิธีที่ง่ายและช่วยให้การลดน้ำหนักของสาวๆ ได้ผลดีที่สุด