เคล็ด (ไม่) ลับสำหรับสาว สะโพกสวย

สาวๆ คนไหนอยากมีสะโพกสวยกระชับ เตะตาหนุ่มๆ ล่ะก็ มาดูเคล็ดลับกันดีกว่า วิธีที่ 1 ออกกำลังกาย ควรจะต้องออกกำลังกายเป็นประจำและสม่ำเสมอค่ะ ซึ่งได้แก่ การเต้นแอโรบิก, วิ่ง, ปั่นจักรยาน การบริหารเฉพาะส่วน ฯลฯ วิธีเหล่านี้จะสามารถช่วยให้สะโพกสวยๆ ของคุณ ตึงแน่น และกระชับมากขึ้นไม่หย่อนคล้อย ไม่ว่าเป็นคุณจะเป็นสาวรูปรางอวบอ้วนหรือสาวผอมแห้งก็ใช้วิธีนี้ได้เช่นกันค่ะ วิธีที่ 2 ควบคุมอาหาร คุณสามารถทำได้โดยการเลือกรับประทานอาหารที่ดีและมีคุณประโยชน์ ควรทานให้ครบทั้ง 3 มื้อค่ะ และหยุดทันทีที่เมื่อรู้ว่าอิ่มจริงๆ ลดอาหารจำพวกที่มีพลังงานสูง และอาหารรสจัด หวานจัด มันจัด ควรดื่มนมที่พร่องมันเนย ของขบเคี้ยวให้เลือกทานประเภทพืชเปลืกแข็งแทน เช่น ถั่ว เม็ดแตงโม ถ้าทำได้รับรองว่าเซลลูไลท์ไม่มากวนใจแน่นอน ตำนานเรื่องเล่า วิธีที่ 3 การนวด การนวดมีประโยชน์มากกับขาช่วงต้นขาด้านบน ด้านหน้าและด้านหลัง โดยเฉพาะช่วงต่อของก้นลงมาค่ะ นอกจากนี้การนวดยังสามารถช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต รวมทั้งกำจัดของเสียและไขมันที่สะสมอยู่ใต้ผิวหนังด้วยนะค่ะ วิธีที่ 4  การขัดผิว ในเรื่องของการขจัดรอยแตกลาย จุดด่างดำ ผดผื่นแดง และรอยหยาบกร้านให้หมดไป คุณสามารถขัดผิวได้ด้วยตัวเองค่ะ โดยนำเกลือเม็ดใส่ลงในขาว กะปริมาณตามที่ต้องการใช้ จากนั้นเติมน้ำมันมะกอกลงไป สังเกตให้เกลือดูดซึมน้ำมันจนหมดอย่าให้แห้ง หรือเปียกเกินไป เติมน้ำหอมกลิ่นที่คุณชอบลงไปสัก 2-3 หยด จะสามารถช่วยให้รู้สึกสดชื่นขึ้น ในขณะที่ขัดผิวให้ขัดเป็นวงกลมตรงบริเวณที่เกิดรอยหยาบ วิธีที่ 5 การเสริมแต่งด้วยชุดชั้นใน ผู้หญิงยุคใหม่ที่อยากให้สะโพกสวยมักหันไปพึ่งชุดชั้นในแบบที่เสริมสะโพกแทนก็ดีนะค่ะ เพื่อเพิ่มบุคลิกภาพของผู้ที่สวมใส่ เน้นรูปร่างสัดส่วนมากขึ้น ไม่ว่าหน้าอก เอว หน้าท้อง สะโพกก็ดูดีขึ้นได้ค่ะ

เลือกอาหารอย่างไร ? สำหรับก่อนและหลังการออกกำลังกาย

ในการลดน้ำหนักที่ได้ผลจะต้องวางเป้าหมายให้การลด ลดที่ตัวไขมัน ในขณะที่ยังคงรักษาและสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรง โดยเฉพาะกับผู้ที่ออกกำลังกายเพื่อการลดน้ำหนัก เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ไวขึ้นควรวางตารางการทานอาหารให้เหมาะสม ไม่ใช่การลดหรืออดอาหาร การทานในปริมาณน้อยแล้วจะยิ่งลดเร็ว แต่ผลอาจตรงกันข้ามคือ น้ำหนักไม่ลดแถมทำลายสุขภาพไปด้วย ดังนั้น วิธีการที่ถูกต้องคือ ต้องควบคุมปริมาณอาหารให้เพียงพอกับที่ร่างกายต้องการใช้ เนื่องจากคนที่ลดน้ำหนักด้วยการออกกำลังกายจำเป็นต้องใช้พลังงานมากกว่าปรกติ และยังต้องเพิ่มเติมสารอาหารให้เพียงพอกับการซ่อมแซมร่างกายจากการออกกำลังกายด้วย จึงควรเลือกทานอาหารก่อนและหลังการออกกำลังกาย โดยแบ่งปริมาณอาหารซอยย่อยเป็นมื้อดล็กๆไม่หนักมากนัก โดยให้ความสำคัญไปที่มื้อเช้า มื้อก่อนออกกำลังกาย และมื้อหลังออกกำลังกาย ทานก่อนทานหลังออกกำลังกายล้วนสำคัญ การทานอาหารก่อนออกกำลังกาย จะช่วยทำให้สามารถออกกำลังกายได้นานขึ้น เพราะร่างกายแปลงพลังงานมาเก็บสะสมไว้ในรูปของพลังงานสำรองที่เรียกว่าไกรโคเจน เมื่อมีพลังงานก็มีแรงออกกำลังกายได้อย่างเต็มที่ เต็มกำลัง โดยสามารถพบไกรโคเจนได้ในอาหารจำพวกแป้งหรือคาร์โบไฮเดรต นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ และเสริมสร้างการเจริญเติบโตของกล้ามเนื้ออีกด้วย การทานอาหารหลังออกกำลังกาย เป็นมื้อที่ต้องให้ความสำคัญ หากคุณออกกำลังกายหนักควรรับประทานมื้อหลังออกกำลังกายให้ได้ภายใน 30-45 นาที เพราะเป็นช่วงที่ระบบไหลเวียนเลือดยังคงทำงานอยู่ และถือเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่ร่างกายควรได้รับสารอาหาร เนื่องจากฮอร์โมลอินซูลินจะเพิ่มสูงหลังจากมื้ออาหารซึ่งจะเป็นตัวช่วยให้ร่างกายลำเลียงสารอาหารเข้าสู่กล้ามเนื้อได้ดี นอกจากนี้การทานอาหารหลังออกกำลังกายช่วยป้องกันการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อ ช่วยซ่อมแซม กล้ามเนื้อ เนื้อเยื้อ และเซลล์ต่างๆในร่างกาย เสริมสร้างภูมิคุ้มกันและทำให้ฮอลโมลต่างๆทำงานได้ดีขึ้น ทานก่อนทานหลังออกกำลังกายล้วนสำคัญ การทานอาหารก่อนออกกำลังกาย จะช่วยทำให้สามารถออกกำลังกายได้นานขึ้น เพราะร่างกายแปลงพลังงานมาเก็บสะสมไว้ในรูปของพลังงานสำรองที่เรียกว่าไกรโคเจน เมื่อมีพลังงานก็มีแรงออกกำลังกายได้อย่างเต็มที่ เต็มกำลัง โดยสามารถพบไกรโคเจนได้ในอาหารจำพวกแป้งหรือคาร์โบไฮเดรต นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ และเสริมสร้างการเจริญเติบโตของกล้ามเนื้ออีกด้วย การทานอาหารหลังออกกำลังกาย เป็นมื้อที่ต้องให้ความสำคัญ หากคุณออกกำลังกายหนักควรรับประทานมื้อหลังออกกำลังกายให้ได้ภายใน 30-45 นาที เพราะเป็นช่วงที่ระบบไหลเวียนเลือดยังคงทำงานอยู่ และถือเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่ร่างกายควรได้รับสารอาหาร เนื่องจากฮอร์โมลอินซูลินจะเพิ่มสูงหลังจากมื้ออาหารซึ่งจะเป็นตัวช่วยให้ร่างกายลำเลียงสารอาหารเข้าสู่กล้ามเนื้อได้ดี นอกจากนี้การทานอาหารหลังออกกำลังกายช่วยป้องกันการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อ ช่วยซ่อมแซม กล้ามเนื้อ เนื้อเยื้อ และเซลล์ต่างๆในร่างกาย เสริมสร้างภูมิคุ้มกันและทำให้ฮอลโมลต่างๆทำงานได้ดีขึ้น ออกกำลังกายแบบไหน ทานอย่างไรดี ? เราสามารถแยกการเลือกทานอาหารก่อนและหลัง ได้ตามประเภทของการการออกกำลังกายและตามความต้องการสารอาหารของแต่ละชนิดการออกกำลังกายได้ดังนี้ Strength training เพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ หากคุณเป็นคนออกกำลังกายแบบเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ (strength training) หรือเวทเทรนนิ่ง ร่างกายจะต้องการโปรตีนเพื่อเสริมสร้างมวลกล้ามเนื้อ โดยสาารถแบ่งสัดส่วนของอาหารออกเป็น คาร์โบไฮเดรต 25% และโปรตีน 75% โดยการทานโปรตีนนั้นจะต้องคำนวนให้เพียงพอ ยิ่งเล่นหนักมากเท่าไหร่ร่างกายก็ต้องยิ่งต้องการโปรตีนมากขึ้นตาม อาหารก่อนออกกำลังกายของคนกลุ่มนี้ ควรทานก่อนการออกกำลังกาย 1-2 ชม และเลือกทานโปรตีนเพื่อให้สามารถนำมาใช้ได้อย่างเต็มที่ โดยคำนวนปริมาณโปรตีนที่ควรรับประทานตามน้ำหนักตัว เพศ และระยะเวลาในการออกกำลังกาย ส่วนของคาร์โบไฮเดรต ควรเลือกที่เป็นแบบเชิงซ้อน เช่น ข้าวกล้อง ถั่ว ธัญพืช โดยการทานอาหารลักษณะนี้ก่อนเล่นเวทจะทำให้ร่างกายมีพลังงานพอที่จะทนทานกับการฝึกได้ดี สามารถฝึกได้อย่างเต็มที่และต่อเนื่อง ป้องกกันอาการบาดเจ็บได้ หลังออก strength training ภายในระยะเวลาไม่เกิน 30นาที-2ชม. ควรทานโปรตีน 10-20 กรัม เพื่อไม่ให้เกิดการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อ ช่วยลดอาการปวดของกล้ามเนื้อ และเพิ่มเติมไกลโคเจนให้ร่างกายอีกด้วย โดยแนะนำให้หลีกเลี่ยงอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตหลังออกลังกาย อาจเลือกการทานสลัดพร้อมทูน่า ผักลวกพร้อมอกไก่อบ ไข่ต้ม หรือเพื่อความสะดวกรวดเร็วอาจทานผงโปรตีนแทนก็ได้ Cardio Training เพื่อเพิ่มความฟิตและเผาผลาญไขมัน สำหรับการออกกำลังกายแบบ คาร์ดิโด เช่นการ เดิน วิ่ง กระโดด แอโรบิก ฯลฯ ร่างกายจะต้องการคาร์โบไฮเดรตเป็นส่วนใหญ่ เพื่อเพิ่มพลังในระหว่างการออกกำลังกาย โดยเแนะนำให้ทานคาร์โบไฮเดรต ประมาณ 200-300 กรัม ก่อนการออกกำลังกาย 1-3 ชม และสามารถเสริม โปรตีนและไฟเบอร์เข้าไปช่วยเพิ่มพลังทำให้ร่างกายเพื่อให้ร่างกายไม่ดึงพลังงานงานไปใช้เร็วเกินไป สำหรับคนที่ออกกำลังกายตอนเช้าสามารถลดปริมาณอาหารลงได้ อาหารที่แนะนำคือ ข้าวโอ๊ต ถั่วต่างๆ ขนมปัโฮลวีตเนยถั่ว นมถั่วเหลือง เป็นต้น โดยกะปริมาณให้พอดีไม่อิ่มจนเกินไป เมื่อออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอเสร็จ สิ่งที่จำเป็นที่สุดคือการดื่มน้ำ “น้ำเปล่า” น้ำเปล่า ถือเป็นเครื่องดื่มที่ดีและเหมาะที่สุดที่จะดื่มหลังออกกำลังกาย เนื่องจากเราจะสุญเสียน้ำอย่างมากในขณะที่เราออกกำลังกาย สำหรับเครื่องดื่มเกลือแร่ต่างๆนั้น ถึงแม้ว่าจะช่วยเพิ่มพลังงานและให้ความสดชื่นได้ แต่เครื่องดื่มเหล่านี้มักมีส่วนผสมของน้ำตาลอยู่อาจทำให้ร่างกายในสภาวะหลังออกกำลังกายจะกักเก็บน้ำตาลไว้ ได้จึงไม่แนะนำ หากต้องการดื่มเครื่องดื่มที่ให้พลังงานจริงๆแนะนำให้ดื่มน้ำมะพร้าวสดๆ เพราะในน้ำมะพร้าวมี โปเตสเซี่ยม และ เมงกานิสอยู่มาก ซึ่งร่างกายจะดูดซึมได้ดีหลังการสูญเสียน้ำ จึงทำให้ได้รับประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ นอกจากนี้ ยังสามารถทานกล้วย หรือโยเกิร์ตไขมันต่ำ ผสมน้ำผึ้งกับผลไม้ประเภทเบอร์รี่ที่มีวิตมินซีสูงๆ ร่วมด้วยก็ได้ Circuit Training ผสมผสานการสร้ามกล้ามเนื้อพร้อมเพิ่มความฟิต ถ้าหากเลือกการออกกำลังกายแบบ circuit training ซึ่งผสมผสานทั้ง strength training และ cardio การทานจะอาหารจะแตกต่างออกไป ซึ่งต้องทานทั้งโปรตีนและคาร์โบไฮเดรตในเวลาที่ต่างกัน โดยอาหารก่อนออกกำลังกายจะแนะนำทานโปรตีน ระยะเวลาประมาณ 2-3 ชม.ก่อนเริ่มการออกกำลังกาย และทานของว่างมื้อเล็กๆที่มีคาร์โบไฮเดรตสูงแต่มีไขมันต่ำ ในระยะเวลาประมาณ 30นาที-1ชม. หลังจากออกกำลังกาย 30นาที – 1ชม. ให้ทานคาร์โบไฮเดรตและโปรตีนเป็นสัดส่วน 3:1 เพื่อป้องกันการสูญเสียของกล้ามเนื้อหลังจากออกกำลังกาย และควรดื่มน้ำมากๆเช่นเดียวกันกับการออกกำลังกาบแบบคาร์ดิโอ หลังจากนั้นอีก 3-4ชม. ให้ทานอาหารที่ให้พลังงานปานกลางตามปรกติ โดยอาหารควรปรุงด้วยกรรมวิธีการ นึ่ง ต้ม ย่า อบ เผา หลีกเลี่ยงอาหาร ไขมันมันสูง เค็มจัด หวานจัด และควรกะปริมาณให้เหมาะสมกับกิจกรรมที่เราทำ โดยไม่เข้าข้างตัวเอง ไม่จัดหนักให้รางวัลเมื่ออกกำลังกายเสร็จ แต่ควรทำให้ได้ตามแผนการทานอาหารที่วางไว้อย่างเคร่งครัด

3 วิธี เพิ่มความหนักหน่วงให้การออกกำลังกาย ลดน้ำหนัก ง่าย ๆ แค่นี้

ลดน้ำหนักงั้นเหรอ?? รู้มั้ยกว่าที่ไขมันรอบตัวเราจะเพิ่มขึ้นมาจนเห็นเป็นห่วงยางชัดเจนขนาดนี้ มันยังใช้เวลาตั้งเป็นสิบ ๆ ปีเลยนะครับ การออกกำลังกายเพื่อจะลดน้ำหนักลงมาให้ได้เท่าเดิมก็ต้องใช้เวลาเช่นกัน แต่สำหรับใครที่ออกกำลังกายอยู่ประจำสม่ำเสมอจนรู้สึกว่าน้ำหนักมันไม่ลดลงไปกว่าเดิมแล้วล่ะก็ เรามาลองดู 3 เคล็ดลับง่าย ๆ ที่จะช่วยเพิ่มความหนักหน่วง ทำให้การออกกำลังกายของคุณมีประสิทธิภาพมากขึ้นกันดีกว่า จะมีวิธีอะไรบ้างนั้น ตามไปดูกันเลย สำหรับใครที่ยังไม่เคยเล่นเวทเทรนนิ่งเลย ลองตามไปอ่านบทความนี้ก่อนนะ : วิธีลดน้ำหนัก สูตรของเราที่ทำแล้วได้ผลแน่นอน   เพิ่มจำนวนวัน มันกันล่ะงานนี้ อันดับแรกเลยถ้าเราอยากเสริมความฟิตให้ร่างกาย หรืออยากลดน้ำหนักให้ได้ไวขึ้น ก็ต้องเพิ่มวันออกกำลังกายกันก่อน องค์การอนามัยโลกเค้าแนะนำให้ออกกำลังกายอย่างน้อยอาทิตย์ละ 5 วันอยู่แล้วครับ แต่ปกติคนออกกำลังกายหรือลดน้ำหนักทั่วไปก็จะทำกันแค่ 3-4 วันเท่านั้น เพราะเพิ่งเริ่มต้นใหม่ ๆ ก็ไม่อยากให้ร่างกายรับภาระหนัก แต่ถ้าออกกำลังกายจนชินแล้วล่ะก็ เพิ่มจำนวนวันเป็น 5-6 วันไปเลย เพิ่มเวลา ลดน้ำหนัก พาให้ร่างกายฟิตขึ้นกว่าเดิม ถ้ารู้สึกว่าการเพิ่มวันมันจะหนักหนาเกินไป อยากมีวันพักผ่อนสบายใจเยอะ ๆ หน่อย ก็เพิ่มเวลามันไปเลยแล้วกัน จากปกติที่เราออกกำลังกาย 3-4 วัน/สัปดาห์ ครั้งละ 20-40 นาที ถ้าอยากให้หุ่นดีขึ้น น้ำหนักลดลงไว ๆ ก็อาจเพิ่มความหนักหน่วงของการออกกำลังกายลงไปโดยเพิ่มระยะเวลาแทน เริ่มจากเพิ่มทีละ 2 นาที 3 นาที 4 นาที ไปเรื่อย ๆ ในแต่ละสัปดาห์ ร่างกายจะได้ปรับตัวได้ทัน ไม่เป็นอันตรายในระยะยาวด้วยครับ เพิ่มความเร็ว เพิ่มความหนัก ดักจับหุ่นดีในอนาคต ถ้ารู้สึกว่าเพิ่มวันออกกำลังกายมันเหนื่อยเกินไป เพิ่มเวลาออกกำลังกายมันก็กินเวลามากไปอีก งั้นเพิ่มความเร็ว เพิ่มความหนักหน่วงให้การออกกำลังกายซะเลย วิธีนี้แหละเหมาะกับคุณที่สุดแล้ว ไหน ๆ ก็อยากฟิตหุ่นให้ดีขึ้น ลดน้ำหนักให้ไวลง ก็ต้องใช้วิธีนี้แหละ ลองเพิ่มน้ำหนักของดัมเบล เพิ่มจำนวนครั้งในการซิตอัพ หรือวิ่งให้ไวขึ้นกว่าเดิม แค่นี้ก็จะทำให้เรามีรูปร่างที่ฟิตปั๋ง ร่างกายแข็งแรง แถมลดน้ำหนักได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องเสียเวลาเพิ่มเติมแต่อย่างใดแล้วล่ะครับ

15 วิธีลดความอ้วนสุดง่าย แบบฉบับสาวขี้เกียจ

1. จิบคาเฟอีนสักนิด คาเฟอีนจะช่วยเพิ่มความสามารถในการเผาผลาญแคลอรีได้ถึง 3 ชั่วโมงเลยทีเดียวค่ะ แต่แทนที่จะดื่มกาแฟที่มีน้ำตาลเยอะ ลองหันมาจิบชาแทนจะดีกว่านะคะ 2. เปลี่ยนมานั่งลูกบอลออกกำลังกาย การนั่งเฉยๆ ดูโทรทัศน์บนโซฟา ไม่ช่วยให้ผอมลงค่ะสาวๆ ลองหันมานั่งบนลูกบอลออกกำลังกาย ที่จะทำให้คุณได้ออกกำลังกายไปในตัวดีกว่า เพราะลูกบอลนี้จะช่วยเผาผลาญพลังงานได้มากถึง 260 แคลอรีต่อวันเลยล่ะค่า 3. งดกินแป้งสัก 2 วัน หากการไม่กินแป้งทุกวันมันทำยากเกินไป สาวๆ อาจจะลดเป็น 2 วันต่อสัปดาห์ก็ได้ค่ะ ซึ่งแม้จะเป็นการงดแป้งเพียง 2 วัน แต่ก็ช่วยให้สาวๆ ลดน้ำหนักได้ดีกว่าที่คิด! 4. เคี้ยวหมากฝรั่งบ่อยๆ การเคี้ยวหมากฝรั่งจะช่วยให้สาวๆ อยากอาหารน้อยลงถึง 10 เปอร์เซ็นต์! แต่แนะนำว่าควรเลือกหมากฝรั่งที่น้ำตาลน้อยนะคะ 5. กินอาหารเผ็ด อาหารเผ็ด อย่างเมนูอาหารไทยๆ ของบ้านเรานี่ล่ะค่ะ คือตัวช่วยลดน้ำหนักชั้นยอด เพราะการกินอาหารที่มีรสเผ็ดจะช่วยให้กระบวนการเผาผลาญหรือเมตาบอลิซึ่มทำงานได้ดีขึ้นถึง 23 เปอร์เซ็นต์! 6. ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ หากวันหยุดไหนที่อยู่ว่างๆ ไม่มีอะไรทำ อย่ามัวแต่หาอะไรเข้าปากค่ะสาวๆ ลองออกจากบ้านหรือลุกขึ้นมาออกกำลังกายสัก 2 วันต่อสัปดาห์ แค่นี้ก็ช่วยลดน้ำหนักได้มากกว่าเดิมถึง 3 เท่าแล้วล่ะค่า 7. เลิกเครียด ใครที่ชอบนั่งหน้านิ่วคิ้วขมวด เครียดกับงานที่ทำตลอดเวลา หยุดด่วนๆ เลยนะคะ เพราะผู้หญิงที่เครียดมีแนวโน้มที่จะเผาผลาญพลังงานได้น้อยกว่าผู้หญิงที่มีสุขภาพจิตดีถึง 104 แคลอรีเลยล่ะ!   8. จิบเบียร์วันละนิด สาวนักดื่มคงยิ้มร่ากับการลดความอ้วนวิธีนี้ค่ะ เพราะการจิบเบียร์ 2 แก้วต่อวันจะช่วยชะลอการแตกตัวของไขมันได้ถึง 73 เปอร์เซ็นต์! 9. ขยับเท้าเวลานั่ง ระหว่างที่นั่งทำงาน อย่าปล่อยให้เท้าอยู่เฉยค่ะ เพราะการขยับเท้าเวลานั่งจะช่วยเบิร์นแคลอรีได้มากกว่าการนั่งเฉยๆ ถึง 100 แคลอรีเลยทีเดียวค่ะ 10. ออกกำลังกายวันละ 10 นาที รู้มั้ยคะสาวๆ ว่าแค่ออกกำลังกายเล็กๆ น้อยๆ เพียงวันละ 10 นาที ให้เหงื่อได้ออกพอประมาณ ก็ช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญได้เป็นชั่วโมงแล้ว! 11. ดื่มน้ำก่อนกินอาหาร การดื่มน้ำจะช่วยให้สาวๆ รู้สึกอิ่มและลดอาการอยากอาหารได้ดีเลยล่ะค่ะ แถมยังเป็นวิธีที่ช่วยป้องกันไม่ให้สาวๆ กินอาหารมากเกินขนาดอีกด้วย! 12. กินดาร์คช็อคโกแลตเป็นของหวาน แทนที่จะเลือกขนมหรือคุกกี้ที่มีน้ำตาลอย่างอัดแน่นมากินเป็นของหวาน แนะนำให้หยิบดาร์คช็อคโกแลตสักชิ้นมากินจะดีกว่าค่ะ เพราะนอกจากจะมีน้ำตาล ตัวการของความอ้วนในปริมาณน้อยแล้ว ยังช่วยทดแทนพลังงานที่ต้องใช้ได้อีกด้วย 13. อย่าปล่อยท้องหิวมากไป การปล่อยให้หิวมากเกินไป เป็นตัวการหนึ่งที่ทำให้สาวๆ กินมากขึ้นโดยไม่รู้ตัวค่ะ ทางที่ดีควรกินให้ตรงเวลา เพื่อหลีกเลี่ยงภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำที่อาจเป็นอันตรายต่อร่างกายได้ค่ะ 14. กินมื้อเย็นให้เร็วขึ้น ใครที่ชอบกินดึกๆ แนะนำให้หยุดด่วนๆ ค่ะ เพราะสาวๆ ควรกินมื้อเย็น อย่างน้อย 2-3 ชั่วโมงก่อนเวลาเข้านอน และไม่ควรกินมากเกินไป เพราะจะทำให้ระบบย่อยทำงานผิดปกติได้ 15. นอนให้มากขึ้น การอดนอนเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้สาวๆ กินมากขึ้นระหว่างวันค่ะ ฉะนั้นควรนอนให้เพียงพออย่างน้อย 7-9 ชั่วโมงต่อวัน เพราะนี่คือวิธีที่ง่ายและช่วยให้การลดน้ำหนักของสาวๆ ได้ผลดีที่สุด