เคล็ด (ไม่) ลับสำหรับสาว สะโพกสวย

สาวๆ คนไหนอยากมีสะโพกสวยกระชับ เตะตาหนุ่มๆ ล่ะก็ มาดูเคล็ดลับกันดีกว่า วิธีที่ 1 ออกกำลังกาย ควรจะต้องออกกำลังกายเป็นประจำและสม่ำเสมอค่ะ ซึ่งได้แก่ การเต้นแอโรบิก, วิ่ง, ปั่นจักรยาน การบริหารเฉพาะส่วน ฯลฯ วิธีเหล่านี้จะสามารถช่วยให้สะโพกสวยๆ ของคุณ ตึงแน่น และกระชับมากขึ้นไม่หย่อนคล้อย ไม่ว่าเป็นคุณจะเป็นสาวรูปรางอวบอ้วนหรือสาวผอมแห้งก็ใช้วิธีนี้ได้เช่นกันค่ะ วิธีที่ 2 ควบคุมอาหาร คุณสามารถทำได้โดยการเลือกรับประทานอาหารที่ดีและมีคุณประโยชน์ ควรทานให้ครบทั้ง 3 มื้อค่ะ และหยุดทันทีที่เมื่อรู้ว่าอิ่มจริงๆ ลดอาหารจำพวกที่มีพลังงานสูง และอาหารรสจัด หวานจัด มันจัด ควรดื่มนมที่พร่องมันเนย ของขบเคี้ยวให้เลือกทานประเภทพืชเปลืกแข็งแทน เช่น ถั่ว เม็ดแตงโม ถ้าทำได้รับรองว่าเซลลูไลท์ไม่มากวนใจแน่นอน ตำนานเรื่องเล่า วิธีที่ 3 การนวด การนวดมีประโยชน์มากกับขาช่วงต้นขาด้านบน ด้านหน้าและด้านหลัง โดยเฉพาะช่วงต่อของก้นลงมาค่ะ นอกจากนี้การนวดยังสามารถช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต รวมทั้งกำจัดของเสียและไขมันที่สะสมอยู่ใต้ผิวหนังด้วยนะค่ะ วิธีที่ 4  การขัดผิว ในเรื่องของการขจัดรอยแตกลาย จุดด่างดำ ผดผื่นแดง และรอยหยาบกร้านให้หมดไป คุณสามารถขัดผิวได้ด้วยตัวเองค่ะ โดยนำเกลือเม็ดใส่ลงในขาว กะปริมาณตามที่ต้องการใช้ จากนั้นเติมน้ำมันมะกอกลงไป สังเกตให้เกลือดูดซึมน้ำมันจนหมดอย่าให้แห้ง หรือเปียกเกินไป เติมน้ำหอมกลิ่นที่คุณชอบลงไปสัก 2-3 หยด จะสามารถช่วยให้รู้สึกสดชื่นขึ้น ในขณะที่ขัดผิวให้ขัดเป็นวงกลมตรงบริเวณที่เกิดรอยหยาบ วิธีที่ 5 การเสริมแต่งด้วยชุดชั้นใน ผู้หญิงยุคใหม่ที่อยากให้สะโพกสวยมักหันไปพึ่งชุดชั้นในแบบที่เสริมสะโพกแทนก็ดีนะค่ะ เพื่อเพิ่มบุคลิกภาพของผู้ที่สวมใส่ เน้นรูปร่างสัดส่วนมากขึ้น ไม่ว่าหน้าอก เอว หน้าท้อง สะโพกก็ดูดีขึ้นได้ค่ะ

ลดความอ้วนยังไงไม่ให้ท้อ

สำหรับคนที่ตัดสินใจได้แล้วว่า “ถึงเวลาแล้วที่ตัวฉันจะต้องเปลี่ยนแปลงเป็นคนใหม่เสียที” ว่าแล้วคุณก็เริ่มต้นหาวิธีการลดความอ้วนในแบบต่างๆ บางคนอาจจะควบคุมอาหารเพียงอย่างเดียวเพราะไม่มีเวลาออกกำลังกาย บางคนอาจจะทำทั้งสองอย่างควบคู่กันไปเพราะเล็งเห็นแล้วว่าวิธีนี้เป็นวิธีที่ถูกต้องที่จะทำให้เราผอมได้อย่างมีสุขภาพดีจริงๆ ขณะที่บางคนอาจจะหลงผิดไปนิดหน่อย ยังไม่เข้าใจว่าการลดความอ้วนอย่างถูกวิธีเป็นอย่างไร จึงหันหน้าไปพึ่งพายาลดความอ้วนซึ่งในความเป็นจริงๆแล้วมันไม่ได้ช่วยให้เราผอมไปได้ตลอดตราบที่เรายังไม่เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นวิธีไหนอย่างน้อยคุณก็ควรชื่นชมตัวเองที่กล้าเปลี่ยนเพื่อสิ่งที่ดีกว่า อย่างที่เราเคยบอกไปค่ะว่าการเป็นคนอ้วนนั้นไม่ใช่เรื่องผิดเรื่องประหลาดหรือเรื่องเสียหายแต่อย่างใด แต่คงดีกว่าใช่ไหมคะถ้าคุณมีสุขภาพที่ดีด้วย เช่นหากคุณเป็นคนหน้าตาดีมีความสามารถอยู่แล้วและยังเป็นคนหุ่นดีอีกก็จะยิ่งทำให้คุณกลายเป็นคนที่เพอร์เฟ็กต์เข้าไปใหญ่  แต่พอเริ่มลงมือเข้าจริงๆ ปัญหาที่คนอ้วนทุกคนต้องประสบพบเจออย่างแน่นอนก็คือความท้อแท้ความเหนื่อยหน่ายกับกิจวัตรของคนกำลังจะผอม เพราะทุกอย่างต้องอยู่ในความควบคุมตลอดทั้งการกินการนอน แถมยังเพิ่มการออกกำลังกายที่ปกติไม่ค่อยหรือไม่เคยจะทำเลยอีกด้วย บางคนอาจจะลดไปได้สักสิบโลแล้วค่อยท้อ แต่บางคนอาจจะท้อเสียตั้งแต่เริ่มได้ไม่กี่วัน ว่าแล้วก็กลับไปสู่วงโคจรเดิมคือกลับไปเป็นคนอ้วนเหมือนเดิมซะดื้อๆ  1. ถามตัวเองดูว่า”อยากกลับไปอ้วนอีกใช่ไหม”หรือ”ยอมแพ้แล้วหรือ”   หลังจากที่ตัวเราลดความอ้วนมาสักพักจนเริ่มผอม(นิดๆ) เราก็จะเริ่มเบื่อค่ะ เบื่อกับการที่ตัวเองไม่สามารถทานอาหารโปรดหรือขนมหวานอย่างที่ชอบได้ ตอนเย็นก็ต้องไปวิ่งออกกำลังกายทุกวัน (มันเหนื่อยจริงๆนะ) จนบางครั้งเราอาจจะเผลอหลุดไปทานของต้องห้ามทั้งหลาย ซึ่งถ้าหากคุณไม่สามารถควบคุมตัวเองได้คุณก็จะพ่ายแพ้ให้กับรสชาติอันหอมหวานเหล่านั้นในทันที เพราะฉะนั้นต้องเตือนสติตัวเองด้วยการถามตัวเองทุกวันว่า “วันนี้ฉันดูดีกว่าเมื่อก่อนแล้วนะ จะยอมแพ้แล้วกลับไปอ้วนเหมือนเดิมอีกหรือไง!? นั่นเท่ากับว่าสิ่งที่เราทำมาทั้งหมดมันสูญเปล่าเชียวนะ!”    คุณต้องสร้างความหวาดกลัวที่จะกลับไปอ้วนใหม่ค่ะ คุณจะได้ไม่กล้านอกลู่นอกทางอีกจนกว่าจะบรรลุเป้าหมาย เชื่อเถอะค่ะว่าคุณน่ะใจแข็งพอที่จะไม่ยอมให้ความอ้วนเหล่านั้นมาทำร้ายคุณอีกต่อไป ตำนานของไทย 2. อย่ารีบร้อนที่จะลด มันไม่ดีต่อสุขภาพเลยนะ กว่าจะอ้วนขนาดนี้ตั้งกี่ปี!   ย้ำตัวเองอยู่เสมอค่ะว่าการลดน้ำหนักที่ถูกต้องเพื่อให้ร่างกายสามารถปรับตัวได้ทันนั้นคือที่ 0.5-1 กิโลกรัมต่อสัปดาห์เท่านั้นเอง แม้ในช่วงแรกของการลดน้ำหนักคุณอาจทำสถิติที่ดีกว่านั้นมาก (บางคนอาจลดได้วันละ 1 กิโลกรัมเลยทีเดียวนะ) นั่นเป็นเพราะสิ่งที่หายไปไม่ใช่ไขมันค่ะ อาจเป็นกล้ามเนื้อหรือน้ำในร่างกายก็ได้ พอคุณลดน้ำหนักไปสักพักน้ำหนักคุณอาจจะเริ่มคงที่ ยิ่งถ้าคุณไม่เข้าใจว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้นคุณก็จะเกิดความเครียดค่ะ (เราเคยเป็นมาแล้ว 555)   ให้ลองปรับเปลี่ยนวิธีลดความอ้วนใหม่ค่ะ ลองลดอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรตลงและออกกำลังกายให้มากขึ้น แต่ถ้าใครที่ทำสิ่งเหล่านี้เคร่งครัดอยู่แล้วแต่น้ำหนักก็ยังคงที่ นั่นแสดงว่าคุณกำลังพบเจอกับภาวะหนึ่งของการลดน้ำหนักค่ะ ซึ่งเดี๋ยวจะเอามาเล่าให้ฟังในภายหลัง 3. อย่าเผลอกิน ไม่ลดไม่ว่าแต่อย่าให้น้ำหนักขึ้นเชียวนะ   การตัดอาหารของโปรดไปจากชีวิตนั้นเป็นเรื่องที่ทำใจได้ลำบากมากค่ะ บอกตรงๆเลยนะคะว่าครัวซองต์หอมนุ่มกับพิซซ่าชีสเยิ้มเนี่ยของโปรดเราเลย หรือไม่ก็ขนมปังใดๆก็ตามที่มีชีสกลิ่นหอมๆร้อนๆเนี่ยเราชอบทานมากค่ะ ซื้อมาทีไรเป็นอันต้องกินเรียบทุกทีไม่ว่าจะเยอะแค่ไหน (เคยนั่งกินพิซซ่าคนเดียวเป็นถาดๆด้วยนะ!) ดังนั้นมันจึงเป็นเรื่องยากมากกก… สำหรับคนติดกินอย่างเรา ซึ่งถ้าเผลอกินจนน้ำหนักขึ้นเมื่อไหร่แน่นอนค่ะว่าเราต้องเกิดความท้อแบบสุดๆ เพราะกว่าจะลงแต่ละขีดเนี่ยเลือดตาแทบกระเด็น แต่เวลาขึ้นทีนึงมันมาเป็นกิโลๆ จริงไหม!?   ดังนั้นแม้จะโหยหวนเอ้ย! หอมหวน เพียงใดเมื่ออาหารอันโอชะมาตั้งตรงหน้า ก็ต้องบอกตัวเองไว้ค่ะว่ากินไม่ได้นะ จะได้ไม่ต้องมานั่งเสียใจทีหลังตอนน้ำหนักขึ้นไปแล้ว ย้ำไว้ค่ะว่าไม่กินก็ไม่อ้วน หรือไม่ก็ลองอ่านบทความนี้ดูค่ะ“อยากลดความอ้วนแต่หยุดกินไม่ได้ แก้อย่างไร?” จำไว้นะคะว่าอย่าปล่อยให้อาหารมันมาทำร้ายเรา! 4. สถิติที่บันทึกไว้เนี่ยแหละ ตัวสร้างแรงบันดาลใจชั้นเยี่ยม!   การที่เราผอมลงหรือไม่ผอมลงนั้นเราไม่จำเป็นต้องมโนหรือสร้างภาพเอาเองจากหน้ากระจกหรือรอให้คนอื่นมาบอกค่ะ สิ่งจำเป็นสำหรับทุกคนที่กำลังลดความอ้วนนอกจากการควบคุมดูแลตัวเองแล้วก็คือการจดบันทึกสถิติการลดน้ำหนักอย่างสม่ำเสมอด้วย มีคนเคยบอกนะคะว่าคุณไม่จำเป็นต้องชั่งน้ำหนักทุกวันแค่สัปดาห์ละครั้งก็เพียงพอแล้ว (แต่เราชั่งทุกวันนะ วันละหลายๆเวลาอีกต่างหาก ) ดังนั้นถ้าอยากรู้ว่าผอมหรือไม่ผอมก็ควรมีเครื่องชั่งน้ำหนักติดตัวไว้ค่ะ (ถ้าเป็นแบบหน้าปัดดิจิตอลมีจุดทศนิยม 1 ตำแหน่งยิ่งดีเลย เราแนะนำให้ใช้แบบนี้นะคะจะได้ไม่ต้องมานั่งกะเอาเอง ดูปุ๊บรู้ปั๊บว่าลดไปกี่ขีดแล้ว)   ของคู่กายอีกอย่างหนึ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือสายวัดตัวค่ะ เพราะบางคนน้ำหนักไม่ลดสักทีแต่ไม่รู้เลยว่าจริงๆแล้วร่างกายคุณนั้นดูกระชับกว่าเมื่อก่อนเป็นไหนๆ บางคนน้ำหนักลดแต่ไขมันไม่ลดยังไงก็อ้วนค่ะ ขณะที่บางคนทั้งเนื้อทั้งตัวมีแต่กล้ามแต่น้ำหนักนั้นไม่ได้ลดหายไปเลย เราต้องเข้าใจนะคะว่าน้ำหนักลดแล้วแต่ยังมีไขมันนเต็มไปหมดกับน้ำหนักลดและเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อเนี่ยมันดูดีต่างกันมากค่ะ ดังนั้นการจดบันทึกสถิติเป็นประจำด้วยไอเทมทั้งสองนี้ถือเป็นการสร้างความมุ่งมั่นอย่างดีให้เรามีกำลังใจลดน้ำหนักต่อไปโดยไม่ท้อถอยค่ะ สุดท้าย ไม่มีใครจะช่วยคุณได้(จริงๆนะ)ถ้าคุณไม่ช่วยตัวคุณเอง ของอย่างนี้มันอยู่ที่กำลังใจล้วนๆ! ต่อให้ยาลดความอ้วนนั้นมันจะวิเศษวิโสเท่าไหร่ก็ตาม หากคุณยังกินเท่าๆเดิมอยู่ยังไงซะสักวันหนึ่งก็ต้องกลับไปอ้วนแน่นอนค่ะ เชื่อเราเถอะนะคะว่าลดความอ้วนน่ะ คุณเองก็ทำได้

เทคนิคการเอาตัวรอดในร้านอาหารช่วงไดเอท

ในช่วงเวลาของการลดน้ำหนัก มีบ้างที่เราจำเป็นจะต้องออกไปพบเจอผู้คนร่ามสังสรรค์กับเพื่อนฝูง และครอบครัว ทานมื้อค่ำร่วมกันตามร้านอาหาร ในขณะที่คนที่ลดน้ำหนักหรือกำลังไดเอทมักเกิดความหนักใจที่ต้องแหกกฏโปรแกรมอาหารคลีนของตนเอง เพราะกลัวว่า อาหารนอกบ้าน จะทำลายความพยายามที่ทำมาทั้งสัปดาห์ หลายคนเซทมื้อครอบครัวเป็นมื้อที่ทานอะไรได้ตามใจ หรือ มื้อปล่อยผี (Cheat meal) แต่สิ่งที่ควรคำนึงคือ ถ้าคุณออกกำลังกายและไดเอทได้อย่าสมบูรณ์แบบ มื้อปล่อยผี (Cheat meal) 1 มื้อ ต่อ 1 สัปดาห์อาจไม่มีผลอะไรมากมายนัก แต่ถ้าการไดเอทและการออกกำลังกายของคุณไม่ถึงเป้า มื้อปล่อยผี (Cheat meal) อาจส่งผลให้น้ำหนัก และ ความพยายามตลอดสัปดาห์ของเราหายไปได้ถึง 30-40% ถ้าเราปล่อยตัวปล่อยใจไปกับอาหารอ้วนๆและอุดมไขมันจนเกินไป และอาจจำเป็นต้องใช้เวลา 3-4 วัน ในการกำจัดและปรับสภาพร่างกายให้เท่ากับวัน ก่อนวันปล่อยผี (Cheat meal) ดังนั้นเราจึงต้องสะกดใจไว้ให้มั่นว่า ถืงจะเป็นวันปล่อยผี (Cheat meal) เราก็ยังคงต้องใช้สติเลือกกินอยู่ดี สำหรับรายละเอียดและวิธีการ ปล่อยผี (Cheat meal) เป็นอย่างไรเดี๋ยวจะลงให้อ่านกัน เจรจาพาทีลดกังวลเรื่องอ้วน การออกไปทานข้าวนอกบ้านกับครอบครัวก็เป็นเรื่องที่ดี ช่วยกระชับความสัมพันธ์ และคลายความเครียดได้ เมื่อคนไดเอทจำเป็นต้องออกไปทานข้าวนอกบ้าน สิ่งที่ควรคำนึงสิ่งแรกคือ การเจรจากับกลุ่มเพื่อนและครอบครัวให้เลือกร้านอาหารที่จะไม่ทำลายแผนการไดเอทของเรามากนัก โดยเลือกร้านอาหารที่เป็นอาหารไขมันระดับต่ำ-ระดับกลาง เช่น สุกี้ ชาบู อาหารญี่ปุ่น สเต็ก อาหารไทย โดยพยายามหลีกเลี่ยง ร้านอาหารไขมันสูงอย่าง อาหารอิตาเลี่ยน พิซซ่า ไก่ทอด และ แฮมเบอร์เกอร์ ร้านเหล้า ร้านเค้ก-ของหวาน เป็นต้น เพราะถ้าหากเราเลือกชนิดอาหารที่ดีเราจะมีทางเลือกในการเลือกสั่งอาหารที่เหมาะกับเรามากขึ้นนั่นเอง จัดสัดส่วนของจานอาหาร เลือกสั่งอาหาร และเลือกอาหารที่ดีต่อสุขภาพ มุ่งไปที่อาหารจานผักก่อน จะต้ม จะผัด จะนึ่ง ได้ทั้งหมด จากนั้นเมื่อกับข้าวมา พยายามวาดภาพในหัว แบ่งจานของเราเป็น 4 ส่วน โดยเลือกอาหารที่เป็นผักเป็น 2 ส่วนของจาน ข้าวแป้ง เป็น 1 ส่วนและ เนื้อสัตว์เป็น 1 ส่วน อันไหนที่ดูว่ามีแววอนาคตความอ้วนสูงๆให้กินน้อยๆ หลีกเลี่ยงของทอด ของหวานๆ และ เนื้อติดมัน หากจะทานอาหารเป็นเซท หรือ ฟาสต์ฟู้ด ให้งดการเพิ่มไซส์ และ option ต่างๆของอาหารไว้ดีที่สุด นอกจากนี้ปริมาณการรับประทานก็เป็นสิ่งสำคัญ อย่าจัดหนักจนลืมตัว ต้องพยายามคำนวนปริมาณอาหารและเวลาของวันนั้นว่าเราเหลือเวลาในการย่อย หรือมีมื้อาหารมื้อต่อไปหรือไม่ และควรควบคุมให้พลังงานรวมต่อวันให้ไม่เกินกว่าที่ร่างกายต้องการใช้ เลือกเครื่องดื่มให้ดี เทคนิคที่สองที่ต้องทำควบคู่กับการเลือกชนิดอาหารคือการเลือกชนิดเครื่องดื่ม ลืมการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอลไปได้เลย เพราะการดื่มเครื่องดื่มพวกนี้นอกจากมีพลังงานสูงแล้วยังกระตุ้นให้เกิดการกักเก็บไขมันอีกด้วย น้ำเปล่าถือเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด หรือถ้าหากเครื่องดื่มที่มากับเซทอาหารเป็นน้ำอัดลม ควรเลือกที่เป็นสูตรไม่มีน้ำตาล งดการทานน้ำอัดลมแบบธรรมดา เนื่องจากน้ำอัดลมมีปริมาณน้ำตาลสูงอาจส่งผลให้ไขมันเพิ่มได้เช่นเดียวกับเหล้าและเบียร์ นอกจากนี้เครื่องดื่มพวกน้ำผลไม้ก็ต้องระวัง เพราะถึงแม้จะเป็นน้ำผลไม้ 100% หรือชามะนาว ก็ไม่ได้ต่างกับน้ำอัดลมมากนัก เพราะชามะนาวก็เติมความหวาน และ น้ำผลไม้ถึงแม้จะไม่เติมน้ำตาลก็มีน้ำตาลตามธรรมชาติอยู่ ตัวเลือกที่แย่ที่สุดของเครื่องดื่มคือ พวกกลุ่มน้ำปั่น ไม่ว่าจะเป็น นมปั่น โอวัลตีนปั่น มิลเชค หรือน้ำผลไม้ปั่น เครื่องดื่มพวกนี้จะเติมน้ำเชื่อมลงไปทั้งสิ้น เพื่อเพิ่มรสชาติให้พอเหมาะกับปริมาณน้ำแข็งที่ปั่นรวมลงไป เผลอๆเครื่องดื่มปั่นเพียงแก้วเดียวก็ทำให้ได้รับพลังงานไปแล้ว 200-300 kcal แม้จะกินแฮมเบอร์เกอร์ก็เลือกได้ กรณีที่หนีไม่ได้ ทุกคนลงความเห็นว่า “แฮมเบอร์เกอร์เดย์กันเถอะ” สายฟ้าฟาดลงกลางใจใครหลายคน จริงอยู่ที่แฮมเบอร์เกอร์จะเป็นเมนูที่ดูจะอันตรายกับการลดน้ำหนักเป็นอย่างยิ่ง ทั้งแป้ง ไขมัน และเกลือ แต่ถ้าลองศึกษาดีๆแล้ว เมนูแฮมเบอร์เกอร์หากเลือกใส่วัสดุและเครื่องปรุงดีๆ ก็ถือเป็นเมนูที่มีสารอาหารครบถ้วนในการทาน 1 ครั้งเลยทีเดียว เพื่อให้การทานแฮมเบอร์เกอร์ปลอดภัยไร้กังวล เราควรเลือกเมนูที่จากไก่ที่ปรุงโดยการย่าง ไม่ชุบแป้ง ไม่ทอด เลือกชนิดของขนมปังให้เป็นแบบ โฮลวีต และ งดใส่หรือเพิ่มชีสแผ่น หรือเลือกเมนูที่มีผักเป็นส่วนประกอบมากๆ ซึ่งหลายๆร้านตอนนี้ก็สามารถเลือก ท็อปปิ้ง ใส่ในแฮมเบอร์เกอร์และแซนวิชของเราได้เอง หรือแม้แต่ร้านแฮมเบอร์เกอร์เบรนด์แมสๆดังๆ ก็เริ่มมีเมนู Low crab สำหรับคนควบคุมน้ำหนักแล้ว แนะนำให้งดการสั่งเครื่องเคียงอ้วนๆ อย่าง หอมทอด เฟรนช์ฟรายส์ นักเก็ตส์ ลองสั่งเป็นชิ้นเดี่ยวๆมาทานคู่กับสลัดราคาอาจจะแพงขึ้นไม่คุ้มค่าเท่าเซ็ทที่เค้าจัดให้ แต่เชื่อเถอะว่ามันดีต่อสุขภาพกว่าจริงๆ 

อีกอย่างเวลาที่เราทานแฮมเบอร์เกอร์ นิสัยคนไทยมักจะสาดซอสและมายองเนส ลงไปจนชุ่ม แต่คุณทราบไหมว่าซอสมะเขือเทศ และซอสน้ำจิ้มไก่นั้นให้พลังงานสูงเอาเรื่อง โดย 1 ช้อนโต๊ะให้พลังงานถึง 19-25 kcal และ มายองเนส 1 ช้อนโต๊ะ จะให้พลังงาน ถึง 94 kcal เลยทีเดียว คิดดีๆ ค่าพลังงานของซอสเพียงอย่างเดียวอาจเทียบเท่า ข้าวถ้วยเล็กๆถ้วยนึงเลย ถึงแม้จะเลือกไก่หรือปลาก็ต้องเลือกวิธีปรุง ไก่ และปลา ถือเป็น อาหารที่นักสร้างกล้าม คนออกกำลังกาย และนักโภชนาการมักแนะนำให้ทานในช่วงของการลดน้ำหนัก เนื่องจาก เนื้อสองชนิดนี้ให้โปรตีนสูง และมีปริมาณกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อการสร้างกล้ามเนื้อ ไขมันต่ำ การเลือกเมนูเนื้อไก่และเนื้อปลา ตามร้านอาหารจะต้องเลือกเมนูที่ไม่ทอด และไม่แปรรูป เมนูไก่และปลาย่างหรือ เสต็ก ก็ถือเป็นเมนูทางเลือกที่ดีที่สุดเมื่อเทียบจากเนื้อสัตว์หลายๆชนิดในเมนู สำหรับเนื้อไก่ ควรเลือกชิ้นส่วนที่มีไขมันน้อย อย่างชิ้นอก หรือน่อง พยายามเลาะหนัง และหลีกเลี่ยงส่วนที่มีไขมันสูงๆ อย่าง สะโพก ปีก และเครื่องใน สำหรับเนื้อปลา หลีกเลี่ยงการรับประทานหนังปลาและส่วนที่มีไขมันสูงอย่างส่วนพุงปลา ก็จะช่วยลดพลังงานลงได้ไม่มากก็น้อย เลือกสลัดอย่างฉลาด สลัดก็เป็นเมนูจานแนะนำของหมู่คนลดน้ำหนัก เนื่องจากผัก มีเส้นในสูง อิ่มได้นาน อยู่ท้อง พลังงานต่ำ การเลือกสลัดในร้านอาหารควรมุ่งเน้นที่การเลือกน้ำสลัดเป็นหลัก เพราะน้ำสลัดมีส่วนอย่างมากกับปริมาณพลังงานที่เราจะได้รับ น้ำสลัด 1 ถ้วยเล็กๆอาจให้พลังงานได้ถึง 100 kcal ดังนั้น น้ำสลัดควรเป็นแบบน้ำใส และพยายามใส่ในปริมาณให้พอดี ไม่ใส่จนชุ่ม แฉะจนเกินไป ควรเลือกสลัดที่มีส่วนประกอบของเนื้อสัตว์ที่ใช้วิธีการย่าง ต้ม หรือลวก เช่น สลัดไก่ ไข่ไก่ ปลา กุ้ง หลีกเลี่ยงสลัดที่มี topping เป็นของทอดๆ อย่างเบคอน และชีส สำหรับเมนูบ้านๆอย่างยำต่างๆ ก็ควรเลือกยำที่มีเนื้อสัตว์ หรือซีฟู้ดต์ เป็นหลัก แทนการสั่งยำไส้กรอก ยำมาม่า หรือ ยำหมูยอ หลีกเลี่ยงยำที่มีรสชาติหวานและมันจัดๆ อย่างยำผักปุ้งกรอบ ส้มตำทอด เป็นต้น

8 วิธีเด็ดลดความหิว

ในการลดน้ำหนัก แน่นอนว่าคุณต้องมีวิธีจัดการกับความหิวดังนั้นเราจึงรวบรวมวิธีลดความหิว มานำเสนอ ไปดูกัยเลยค่ะ รับประทานใยอาหาร มีหลักฐานมากมายค่ะที่ใยอาหารช่วยลดความหิวได้ ผักและผลไม้ ข้าวซ้อมมือ ธัญพืชซึ่งมีใยอาหารมากจะมีแคลอรี่ที่ต่ำ ร่วมกับมีน้ำในอาหารมาก ซึ่งจะช่วยให้คุณอิ่ม ซุปใสระงับหิว การรับประทานซุปใสจะช่วยให้รับประทานแคลอรี่โดยรวมได้น้อยลง แต่ผึ้งแนะนำว่าไม่ควรใช้ซุปข้นนะค่ะ ให้พยายามปรุงซุปแคลอรี่ต่ำและใยอาหารสูงด้วยค่ะ สลัดผักก่อนอาหาร มีการศึกษาค่ะที่ว่าคนที่รับประทานสลัดในปริมาตร 3 ถ้วยตวง (แคลอรี่ไม่เกิน 100กิโลแคลอรี่) ก่อนรับประทานอาหาร จะช่วยให้รับประทานแคลอรี่น้อยลงได้ 12% และเมื่อรับประทานสลัดผักในปริมาตร 1 ถ้วยตวงครึ่ง จะช่วยให้รับประทานแคลอรี่ได้น้อยลง 7% ่ผึ้งแนะนำให้ใช้ผักที่มีแคลอรี่น้อยทำสลัดนะค่ะ เช่น แครอท มะเขือเทศ ผักชี แตงกวา กระหล่ำปลี (แนะนำว่าไม่ควรใช้เครื่องปรุงที่มีแคลอรี่สูงนะค่ะ) ให้ระวังเรื่องน้ำสลัดด้วยค่ะ ส้มลดความหิว มีการวิจัยค่ะ ว่าผลไม้ที่มีใยอาหารชนิดละลายน้ำมากและแคลอรี่ต่ำนั้นช่วยให้อิ่มเร็วค่ะ ดื่มนมไขมันต่ำ นมมีโปรตีนอยู่ 2 ชนิดค่ะ คือ Whey (เวย์) กับ Casein (เคซีน) ในส่วนของโปรตีน Whey จะช่วยระงับความหิวได้ แต่ผึ้งแนะนำให้เลือกนมที่ไขมันต่ำนะค่ะ เช่นนมพร่องมันเนย หรือนมขาดมันเนย รับประทานไขมันให้น้อย แต่ไม่ใช่ตัดออก เมื่อเรารับประทานไขมัน จะมีการสร้างฮอร์โมนที่มีชื่อว่าเลปตินค่ะ ซึ่งเป็นข้อดีที่ว่าการรับประทานไขมันช่วยให้เราอิ่มได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าให้เรารับประทานไขมันได้ในปริมาณที่มากนะค่ะ ผึ้งแนะนำให้เลือกไขมันไม่อิ่มตัวและไขมันปลาอยู่ ไขมันไม่อิ่มตัวและไขมันปลาช่วยให้เราอิ่มได้มากกว่าไขมันอิ่มตัวจากสัตว์อีกค่ะ ถั่วเหลืองมีประโยชน์ ถั่วเหลืองให้ทั้งโปรตีน ไขมัน และคาร์โบไฮเดรตค่ะ ซึ่งจะช่วยให้เราอ่ม ความจริง นมถั่วเหลืองก็เป็นอาหารว่างที่ดีในการทีจะช่วยให้เราอิ่มได้ด้วยค่ะ เคี้ยวช้าๆ ในการรับประทานอาหาร คุณต้องให้เวลาอย่างน้อย 20 นาทีในการเดินทางของสัญญาณและ ฮอร์โมนไปยังสมองจึงจะรู้สึก “อิ่ม”ค่ะ ถ้าคุณรับประทานเร็วเกินไป กว่าสัญญาณจะไปถึงสมอง กว่าจะรู้สึกอิ่ม คุณก็กินเข้าไป 3 จานเข้าไปแล้ว!! ดังนั้นค่ะ ให้เคี้ยวช้าๆ จะช่วยให้คุณรู้สึกอิ่มในขณะที่รับประทานอาหารไปด้วย

เลือกอาหารอย่างไร ? สำหรับก่อนและหลังการออกกำลังกาย

ในการลดน้ำหนักที่ได้ผลจะต้องวางเป้าหมายให้การลด ลดที่ตัวไขมัน ในขณะที่ยังคงรักษาและสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรง โดยเฉพาะกับผู้ที่ออกกำลังกายเพื่อการลดน้ำหนัก เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ไวขึ้นควรวางตารางการทานอาหารให้เหมาะสม ไม่ใช่การลดหรืออดอาหาร การทานในปริมาณน้อยแล้วจะยิ่งลดเร็ว แต่ผลอาจตรงกันข้ามคือ น้ำหนักไม่ลดแถมทำลายสุขภาพไปด้วย ดังนั้น วิธีการที่ถูกต้องคือ ต้องควบคุมปริมาณอาหารให้เพียงพอกับที่ร่างกายต้องการใช้ เนื่องจากคนที่ลดน้ำหนักด้วยการออกกำลังกายจำเป็นต้องใช้พลังงานมากกว่าปรกติ และยังต้องเพิ่มเติมสารอาหารให้เพียงพอกับการซ่อมแซมร่างกายจากการออกกำลังกายด้วย จึงควรเลือกทานอาหารก่อนและหลังการออกกำลังกาย โดยแบ่งปริมาณอาหารซอยย่อยเป็นมื้อดล็กๆไม่หนักมากนัก โดยให้ความสำคัญไปที่มื้อเช้า มื้อก่อนออกกำลังกาย และมื้อหลังออกกำลังกาย ทานก่อนทานหลังออกกำลังกายล้วนสำคัญ การทานอาหารก่อนออกกำลังกาย จะช่วยทำให้สามารถออกกำลังกายได้นานขึ้น เพราะร่างกายแปลงพลังงานมาเก็บสะสมไว้ในรูปของพลังงานสำรองที่เรียกว่าไกรโคเจน เมื่อมีพลังงานก็มีแรงออกกำลังกายได้อย่างเต็มที่ เต็มกำลัง โดยสามารถพบไกรโคเจนได้ในอาหารจำพวกแป้งหรือคาร์โบไฮเดรต นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ และเสริมสร้างการเจริญเติบโตของกล้ามเนื้ออีกด้วย การทานอาหารหลังออกกำลังกาย เป็นมื้อที่ต้องให้ความสำคัญ หากคุณออกกำลังกายหนักควรรับประทานมื้อหลังออกกำลังกายให้ได้ภายใน 30-45 นาที เพราะเป็นช่วงที่ระบบไหลเวียนเลือดยังคงทำงานอยู่ และถือเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่ร่างกายควรได้รับสารอาหาร เนื่องจากฮอร์โมลอินซูลินจะเพิ่มสูงหลังจากมื้ออาหารซึ่งจะเป็นตัวช่วยให้ร่างกายลำเลียงสารอาหารเข้าสู่กล้ามเนื้อได้ดี นอกจากนี้การทานอาหารหลังออกกำลังกายช่วยป้องกันการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อ ช่วยซ่อมแซม กล้ามเนื้อ เนื้อเยื้อ และเซลล์ต่างๆในร่างกาย เสริมสร้างภูมิคุ้มกันและทำให้ฮอลโมลต่างๆทำงานได้ดีขึ้น ทานก่อนทานหลังออกกำลังกายล้วนสำคัญ การทานอาหารก่อนออกกำลังกาย จะช่วยทำให้สามารถออกกำลังกายได้นานขึ้น เพราะร่างกายแปลงพลังงานมาเก็บสะสมไว้ในรูปของพลังงานสำรองที่เรียกว่าไกรโคเจน เมื่อมีพลังงานก็มีแรงออกกำลังกายได้อย่างเต็มที่ เต็มกำลัง โดยสามารถพบไกรโคเจนได้ในอาหารจำพวกแป้งหรือคาร์โบไฮเดรต นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ และเสริมสร้างการเจริญเติบโตของกล้ามเนื้ออีกด้วย การทานอาหารหลังออกกำลังกาย เป็นมื้อที่ต้องให้ความสำคัญ หากคุณออกกำลังกายหนักควรรับประทานมื้อหลังออกกำลังกายให้ได้ภายใน 30-45 นาที เพราะเป็นช่วงที่ระบบไหลเวียนเลือดยังคงทำงานอยู่ และถือเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่ร่างกายควรได้รับสารอาหาร เนื่องจากฮอร์โมลอินซูลินจะเพิ่มสูงหลังจากมื้ออาหารซึ่งจะเป็นตัวช่วยให้ร่างกายลำเลียงสารอาหารเข้าสู่กล้ามเนื้อได้ดี นอกจากนี้การทานอาหารหลังออกกำลังกายช่วยป้องกันการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อ ช่วยซ่อมแซม กล้ามเนื้อ เนื้อเยื้อ และเซลล์ต่างๆในร่างกาย เสริมสร้างภูมิคุ้มกันและทำให้ฮอลโมลต่างๆทำงานได้ดีขึ้น ออกกำลังกายแบบไหน ทานอย่างไรดี ? เราสามารถแยกการเลือกทานอาหารก่อนและหลัง ได้ตามประเภทของการการออกกำลังกายและตามความต้องการสารอาหารของแต่ละชนิดการออกกำลังกายได้ดังนี้ Strength training เพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ หากคุณเป็นคนออกกำลังกายแบบเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ (strength training) หรือเวทเทรนนิ่ง ร่างกายจะต้องการโปรตีนเพื่อเสริมสร้างมวลกล้ามเนื้อ โดยสาารถแบ่งสัดส่วนของอาหารออกเป็น คาร์โบไฮเดรต 25% และโปรตีน 75% โดยการทานโปรตีนนั้นจะต้องคำนวนให้เพียงพอ ยิ่งเล่นหนักมากเท่าไหร่ร่างกายก็ต้องยิ่งต้องการโปรตีนมากขึ้นตาม อาหารก่อนออกกำลังกายของคนกลุ่มนี้ ควรทานก่อนการออกกำลังกาย 1-2 ชม และเลือกทานโปรตีนเพื่อให้สามารถนำมาใช้ได้อย่างเต็มที่ โดยคำนวนปริมาณโปรตีนที่ควรรับประทานตามน้ำหนักตัว เพศ และระยะเวลาในการออกกำลังกาย ส่วนของคาร์โบไฮเดรต ควรเลือกที่เป็นแบบเชิงซ้อน เช่น ข้าวกล้อง ถั่ว ธัญพืช โดยการทานอาหารลักษณะนี้ก่อนเล่นเวทจะทำให้ร่างกายมีพลังงานพอที่จะทนทานกับการฝึกได้ดี สามารถฝึกได้อย่างเต็มที่และต่อเนื่อง ป้องกกันอาการบาดเจ็บได้ หลังออก strength training ภายในระยะเวลาไม่เกิน 30นาที-2ชม. ควรทานโปรตีน 10-20 กรัม เพื่อไม่ให้เกิดการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อ ช่วยลดอาการปวดของกล้ามเนื้อ และเพิ่มเติมไกลโคเจนให้ร่างกายอีกด้วย โดยแนะนำให้หลีกเลี่ยงอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตหลังออกลังกาย อาจเลือกการทานสลัดพร้อมทูน่า ผักลวกพร้อมอกไก่อบ ไข่ต้ม หรือเพื่อความสะดวกรวดเร็วอาจทานผงโปรตีนแทนก็ได้ Cardio Training เพื่อเพิ่มความฟิตและเผาผลาญไขมัน สำหรับการออกกำลังกายแบบ คาร์ดิโด เช่นการ เดิน วิ่ง กระโดด แอโรบิก ฯลฯ ร่างกายจะต้องการคาร์โบไฮเดรตเป็นส่วนใหญ่ เพื่อเพิ่มพลังในระหว่างการออกกำลังกาย โดยเแนะนำให้ทานคาร์โบไฮเดรต ประมาณ 200-300 กรัม ก่อนการออกกำลังกาย 1-3 ชม และสามารถเสริม โปรตีนและไฟเบอร์เข้าไปช่วยเพิ่มพลังทำให้ร่างกายเพื่อให้ร่างกายไม่ดึงพลังงานงานไปใช้เร็วเกินไป สำหรับคนที่ออกกำลังกายตอนเช้าสามารถลดปริมาณอาหารลงได้ อาหารที่แนะนำคือ ข้าวโอ๊ต ถั่วต่างๆ ขนมปัโฮลวีตเนยถั่ว นมถั่วเหลือง เป็นต้น โดยกะปริมาณให้พอดีไม่อิ่มจนเกินไป เมื่อออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอเสร็จ สิ่งที่จำเป็นที่สุดคือการดื่มน้ำ “น้ำเปล่า” น้ำเปล่า ถือเป็นเครื่องดื่มที่ดีและเหมาะที่สุดที่จะดื่มหลังออกกำลังกาย เนื่องจากเราจะสุญเสียน้ำอย่างมากในขณะที่เราออกกำลังกาย สำหรับเครื่องดื่มเกลือแร่ต่างๆนั้น ถึงแม้ว่าจะช่วยเพิ่มพลังงานและให้ความสดชื่นได้ แต่เครื่องดื่มเหล่านี้มักมีส่วนผสมของน้ำตาลอยู่อาจทำให้ร่างกายในสภาวะหลังออกกำลังกายจะกักเก็บน้ำตาลไว้ ได้จึงไม่แนะนำ หากต้องการดื่มเครื่องดื่มที่ให้พลังงานจริงๆแนะนำให้ดื่มน้ำมะพร้าวสดๆ เพราะในน้ำมะพร้าวมี โปเตสเซี่ยม และ เมงกานิสอยู่มาก ซึ่งร่างกายจะดูดซึมได้ดีหลังการสูญเสียน้ำ จึงทำให้ได้รับประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ นอกจากนี้ ยังสามารถทานกล้วย หรือโยเกิร์ตไขมันต่ำ ผสมน้ำผึ้งกับผลไม้ประเภทเบอร์รี่ที่มีวิตมินซีสูงๆ ร่วมด้วยก็ได้ Circuit Training ผสมผสานการสร้ามกล้ามเนื้อพร้อมเพิ่มความฟิต ถ้าหากเลือกการออกกำลังกายแบบ circuit training ซึ่งผสมผสานทั้ง strength training และ cardio การทานจะอาหารจะแตกต่างออกไป ซึ่งต้องทานทั้งโปรตีนและคาร์โบไฮเดรตในเวลาที่ต่างกัน โดยอาหารก่อนออกกำลังกายจะแนะนำทานโปรตีน ระยะเวลาประมาณ 2-3 ชม.ก่อนเริ่มการออกกำลังกาย และทานของว่างมื้อเล็กๆที่มีคาร์โบไฮเดรตสูงแต่มีไขมันต่ำ ในระยะเวลาประมาณ 30นาที-1ชม. หลังจากออกกำลังกาย 30นาที – 1ชม. ให้ทานคาร์โบไฮเดรตและโปรตีนเป็นสัดส่วน 3:1 เพื่อป้องกันการสูญเสียของกล้ามเนื้อหลังจากออกกำลังกาย และควรดื่มน้ำมากๆเช่นเดียวกันกับการออกกำลังกาบแบบคาร์ดิโอ หลังจากนั้นอีก 3-4ชม. ให้ทานอาหารที่ให้พลังงานปานกลางตามปรกติ โดยอาหารควรปรุงด้วยกรรมวิธีการ นึ่ง ต้ม ย่า อบ เผา หลีกเลี่ยงอาหาร ไขมันมันสูง เค็มจัด หวานจัด และควรกะปริมาณให้เหมาะสมกับกิจกรรมที่เราทำ โดยไม่เข้าข้างตัวเอง ไม่จัดหนักให้รางวัลเมื่ออกกำลังกายเสร็จ แต่ควรทำให้ได้ตามแผนการทานอาหารที่วางไว้อย่างเคร่งครัด

การอดอาหารไม่ดีอย่างไร ?

หลายๆคนอาจทราบแล้วว่าการอดอาหารเป็นอุปสรรคอย่างหนึ่งของการลดความอ้วน และ ทำให้สุขภาพย่ำแย่ด้วยแต่สาเหตุที่เขียนขึ้นเพราะน่าต้กกะใจมากๆที่ยังมีคนที่ลดความอ้วนด้วยการอดอาหารอีกมากมาย ทุกคนเคยประสบมาเหมือนกันหมดไม่ว่าจะเป็น ผู้หญิง ผู้ชาย เด็ก วัยรุ่น คนแก่ สวย ไม่สวย โสด หรือ แต่งงานแล้วก็ตามที สิ่งที่เหมือนกันนั้นคือ….. คนที่เคยลดความอ้วนด้วยการอดอาหาร ตอนแรกๆก็ลดได้แต่สุดท้ายทนไม่ไหว และทุกวันนี้มันไม่ลดแล้ว ตอนนี้มันอ้วนเหมือนเดิมหรือมากกว่าเดิมอีก บางคนอดอาหารเช้า บางคนอดอาหารเย็น หมายถึงอาจมีทานอะไรบ้างเล็กๆน้อยๆเช่น ผลไม้ แต่ไม่ได้ทานอาหารมื้อหลัก หลายๆคนงดทานอาหารบางมื้อทุกวันมาเป็นระยะเวลานานหลายปี บางคนเพิ่งเริ่มลองอดอาหารโดยเฉพาะคนที่อายุน้อยๆหรือพยายามลดน้ำหนักเป็นครั้งแรกในชีวิต แต่สุดท้ายแล้วเมื่อเวลาผ่านไปอายุมากขึ้นคนเหล่านั้นยังอ้วนอยู่ หรือ ยังมีสัดส่วนเกินที่ไม่น่ามองเหมือนเดิม ส่วนใหญ่แล้วคนที่เคยคุยด้วยจะเริ่มรู้สึกตัวว่าน้ำหนักตัวมันไม่ลดลงเลยแม้จะอดอาหารแค่ไหนเมื่ออายุถึง 30ปี แต่ก็มีบางคนที่เริ่มรู้สึกตัวเมื่ออายุน้อยกว่านั้น เมื่อคุณอดอาหารไม่ว่าจะมื้อใดก็ตามจะทำให้ – ขาดสารอาหาร 5 หมู่ (โปรตีน,คาร์โบไฮเดรต,วิตามิน,แร่ธาตุ,ไขมัน) ร่างกายทุกส่วนจะอ่อนแอลง เพราะไม่มีวัตถุดิบในการซ่อมแซม เสริมสร้างตัวเอง ขอย้ำว่าทุกส่วนของร่างกาย ตั้งแต่เส้นผม หัว ผิวหน้า หน้าอก ปอด หัวใจ ตับไตไส้พุง เล็บ จุดซ่อนเร้น อ่อนแอลงทั้งหมด – ขาดพลังงานจากอาหาร (มาจากคาร์โบไฮเดรต,ไขมันเป็นหลัก) คุณจะเป็นโรคขี้เกียจทันที จะรู้สึกไม่มีแรงเพราะร่างกายไม่มีพลังงานที่จะทำอะไร ร่างกายจะลดระดับการเผาผลาญลงโดยอัตโนมัติ เมื่อเป็นหลายๆครั้งเข้าร่างกายจะชินจนระดับการเผาผลาญที่ต่ำลงนั้นกลายเป็นเรื่องปกติของร่างกายคุณ เรียกว่าอาการขี้เกียจเป็นปกติ – ไม่มีอาหารตกถึงท้องทำให้น้ำย่อยในกระเพาะย่อยผิวกระเพาะ เป็นการประชดที่คุณไม่ยอมให้อาหารกับเค้าเป็นสาเหตุให้เป็นแผลในกระเพาะอาหาร หรือ โรคกระเพาะนั่นเอง จากที่ตอนแรกคุณเป็นแค่คนอยากลดความอ้วนตอนนี้คุณกลายเป็น คนไม่สบายที่อยากลดความอ้วนซะแล้ว – ไม่มีอาหารและเส้นใยอาหารเคลื่อนตัวผ่านระบบทางเดินอาหาร (ลำไส้เล็ก,ลำไส้ใหญ่) ทำให้ไม่มีการบีบตัวของลำไส้ซึ่งทำให้อาหารเคลื่อนตัวผ่านระบบทางเดินอาหารได้ดี นานๆเข้าก็จะทำให้สุขภาพระบบย่อยอาหารอ่อนแอและพลังในการขับถ่ายน้อยลง จะพาลทำให้ท้องผูก ทีนี้ล่ะระหว่างที่คุณอดอาหารไม่ทานอาหารใหม่เข้าปากแล้วยังไม่ยอมเอาของเก่าออกอีก – ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำลง เพราะไม่มีคาร์โบไฮเดรต (แป้ง,น้ำตาล) นอกจากทำให้อ่อนเพลียไม่มีแรงแล้วยังทำให้สมองกระตุ้นให้ร่างกายรู้สึกหิวอีกเพื่อเตือนให้คุณทานอาหารได้แล้วจะหมดแรงแล้วนะ นั่นคือคุณจะยิ่งรู้สึกหิวเป็นพิเศษหลังจากอดอาหาร และคุณจะควบคุมตัวเองไม่ค่อยได้ หากปกติคุณเป็นสาวหวานมารยาทเรียบร้อยคุณจะเปลี่ยนไปทันที สวาปามอย่างขาดจิตสำนึกไปหมดทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นแป้ง น้ำตาล ไขมัน ขนม คุกกี้ เค้กของหวาน ข้าวเหนียว น้ำหวาน เครื่องดื่มหวานๆต่างๆ จากที่อ้วนแต่สุภาพกลายเป็นอ้วนแบบหมดสภาพ ต้องเข้าใจว่าร่างกายของมนุษย์ถูกวิวัฒนาการมานับหมื่นปีเพื่อให้อยู่รอดผ่านยุคสมัยต่างๆมาได้จนถึงทุกวันนี้มันถูกออกแบบมาอย่างดีให้ทานอาหารได้หลากหลายชนิด เมื่อทานอาหารก็จะย่อยอาหารเพื่อนำสารอาหารมาใช้ซ่อมแซม ฟื้นฟู ทำให้ร่างกายเจริญเติบโต และเปลี่ยนพลังงานจากอาหารมาเก็บสำรองไว้ในร่างกายในรูปของไกลโคเจนในกล้ามเนื้อ และ ไขมัน ซึ่งจะสะสมไว้ที่ตับ กล้ามเนื้อ และชั้นไขมันตามส่วนต่างๆของร่างกาย เพื่อให้ร่างกายมีพลังงานไว้ใช้เพียงพอ ดังนั้นอย่าอดนะคะ เปลี่ยนการทานอาหาร เลือกทานมื้ออาหารที่ดีต่อสุขภาพ ไม่ทำให้อ้วน และงดทานของที่ทำให้อ้วนเมื่อรู้สึกหิวก็ทาน อย่าไปฝืนแต่ให้เลือกทานอาหาร หรือของว่างที่ไม่ทำให้อ้วน น้ำตาลและแป้งน้อย ไม่มีไขมัน เน้นโปรตีนทานอาหารให้เป็นเวลา เวลาทานอาหารอาจแตกต่างกันไปสำหรับแต่ละคน แต่ต้องทานให้ครบ 3 มื้อค่ะ

9 อาหารว่างที่ควรระวังในช่วงลดน้ำหนัก

อาหารที่เป็นตัวอย่างบางชนิดมีประโยชน์มากและถือเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมหากทานในปริมาณที่พอเหมาะ อย่าหยิบฉวยอาหารที่บอกว่า Healthy เพียงอย่างเดียว แต่ควรอ่านฉลากและเช็คส่วนผสมต่างๆ ประกอบ ว่ามีปริมาณ คาร์โบไฮเดรต น้ำตาล และไขมันเท่าไหร่ด้วย สารพันน้ำปั่น การทานผลไม้เยอะๆ นั้นดีกับสุขภาพ เพื่อความสะดวก หลายๆคนจึงเลือกที่สั่งน้ำผลไม้ปั่นมาทานเป็นอาหารว่างและด้วยที่บ้านเราเป็นเมืองร้อนการได้เครื่องดื่มเย็นๆ สดชื่นๆ นั้นมันช่างวิเศษจริงๆ แต่เครื่องดื่มอย่างน้ำปั่นนั้นมีพลังงานไม่ใช่น้อยๆ หรืออาจมีพลังงานเทียบเท่าพลังงานในอาหารมื้อปรกติมื้อนึงเลยทีเดียว ทางออกที่ดีหากต้องการเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพจริงๆ ลองทำเมนูน้ำปั่นเองที่บ้าน เลือกวัตถุดิบที่ดีต่อสุขภาพ ที่คุณชื่นชอบและลดการใส่น้ำเชื่อมหรือน้ำตาลในปริมาณมากๆ หรือเปลี่ยนมาผสมเวย์โปรตีน โยเกิร์ต หรือนมขาดมันเนยจะดีกว่า ถั่วผสมผลไม้แห้ง ถั่วหรือเมล็ดพืชผสมผลไม้แห้ง หรือที่เรียกว่า Trail mix นั้น ถือเป็นของว่างที่ได้รับความนิยมในหมู่คนรักสุขภาพและคนลดน้ำหนัก ซึ่งจริงอยู่ที่ Trail mix ในปริมาณที่พอเหมาะ (ไม่เกิน 1/4 ถ้วยตวง) สามารถช่วยให้คุณหายเหงาปากได้ แต่เพื่อให้เป้าหมายในการลดน้ำหนักของคุณสดใสขึ้น ควรหลีกเลี่ยง Trail mix แบบสำเร็จรูป หันมาผสมถั่วหรือเมล็ดพืชผสมผลไม้แห้งในแบบของคุณเอง ก็สามารถช่วยลดปริมาณน้ำตาลแฝงที่เราไม่รู้ ที่มากับอาหารสำเร็จรูปได้ และต้องไม่ลืมที่จะทานมันอย่างใช้สติด้วย เพราะถึงแม้ว่าจะดีต่อสุขภาพ แต่เจ้า Trail mix ก็มีพลังงานและไขมันอยู่ไม่ใช่น้อย กล้วยแผ่นอบกรอบ จริงอยู่ที่กล้วยอุดมไปด้วยโพแทสเซียม และ เป็นอาหารที่เป็นแหล่งพลังงานชั้นยอดโดยเฉพาะมื้อก่อนออกกำลังกาย แต่กล้วยแผ่นอบกรอบมันตรงกันข้ามกันอย่างสิ้นเชิง กล้วยแผ่นอบกรอบส่วนใหญ่มีวิธีการปรุงโดยการนำเอากล้วยดิบมาทอดด้วยน้ำมัน นั้นหมายถึงมันเป็นของว่างที่อุดมไปด้วยไขมันชนิดอิ่มตัวสูง ที่เป็นตัวการของความอ้วน ดังนั้น แนะนำให้ทานกล้วยแบบสดๆ จะมีประโยชน์มากกว่า และ กล้วยหอม 1 ผล จะให้พลังงานอยู่ประมาณ 100 kcal ต่อ ผลเท่านั้น กราโนล่ากับนมขาดมันเนยหรือโยเกิร์ต กราโนล่า หรือ ธัญพืชผสมผลไม้แห้ง ถือเป็นอีก 1 อาหารว่างที่ไดัรับความนิยมในหมู่คนลดน้ำหนักในตอนนี้ โดยจะทานคู่กับนมขาดมันเนย หรือนำมากินคู่กับโยเกิร์ต ซึ่งเมื่อรวมๆ 2 สิ่งนี้จับคู่กัน มื้อของว่างของคุณอาจให้พลังงานมากถึง 350-400 kcal เลยทีเดียว เนื่องจากกราโนล่าแบบสำเร็จรูปที่ขายอยู่มีทั้งน้ำตาลและไขมันแฝงอยู่ เพื่อทำให้มีรสชาติอร่อยทานง่ายข