9 ทริคลดอ้วนแบบสบายกระเป๋า

1. เลี่ยงสมัครสมาชิกฟิตเนสดีกว่านะ แม้ว่าหลายคนจะใช้วิธีนี้บังคับตัวเองให้ออกกำลังกาย เพราะจ่ายค่าสมาชิกให้ฟิตเนสไปก็ไม่ใช่น้อย ครั้นจะไปบ้างไม่ไปบ้างก็คงเสียดายน่าดู แต่ลองคิดในอีกมุมดูสิคะ ว่าถ้าวันไหนเหนื่อย ๆ แล้วยังต้องบังคับร่างกายให้ไปฟิตเนสอีก เราจะมีแรงกายและพลังใจออกกำลังได้สักเท่าไรกัน หรือถ้าอยากจะให้คุ้มค่าจริง ๆ ก็คงต้องมีวินัยในการออกกำลังกายกันอย่างเคร่งครัด ซึ่งถ้าตัวเองก็ยังไม่มั่นใจว่าจะขยันออกกำลังกายได้ขนาดนั้น แนะนำให้วิ่งรอบสวนสาธารณะ หรือใช้บริการฟิตเนสตามสถานที่ของรัฐที่มีค่าใช้จ่ายต่อครั้งไม่เกิน 100 บาทน่าจะเวิร์คกว่า 2. อย่าใส่ใจแฟชั่นชุดออกกำลังกายมากนัก หากคุณเพิ่งเริ่มตั้งปณิธานว่าจะออกกำลังกายอย่างจริงจังตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ก็อย่าเพิ่งรีบร้อนช้อปปิ้งชุดกีฬาซะเต็มเหนี่ยว เพราะในระยะเริ่มแรก คุณแค่ต้องการชุดกีฬาที่ใส่แล้วรู้สึกสบาย ไม่อึดอัดจนขยับแข้งขาไม่สะดวก และถ่ายเทอากาศได้ดีเท่านั้น จนกว่าจะหากีฬาที่เหมาะกับตัวเองเจอ แล้วค่อยซื้ออุปกรณ์และชุดที่เหมาะกับกีฬาชนิดนั้น ๆ น่าจะดีกว่า แต่หากว่าคันไม้คันมือตามประสานักช้อป ก็ลงทุนซื้อแค่รองเท้ากีฬาดี ๆ สักคู่ก็พอค่ะ เพราะพอหุ่นเริ่มฟิตและเฟิร์ม เสื้อผ้าและข้าวของที่ลงทุนไปก็คงไม่ได้ใช้สักเท่าไรแล้ว 3. กินให้ถูก ห้ามใจให้ได้ ไม่ว่าจะเดินผ่านโซนขนมขบเคี้ยว หรือร้านเบเกอรี่เจ้าโปรด ก็ควรนับ 1-100 ในใจ สูดหายใจเข้าลึก ๆ แล้วตั้งสติให้มั่น เพื่อตัดใจจากของเหล่านี้อย่างเด็ดขาด แล้วหันไปเลือกรับประทานผัก ผลไม้ เนื้อไก่ เนื้อปลา หรือขนมปังโฮลเกรน 100% ดีกว่า ประหยัดทั้งเงินในกระเป๋า แถมไม่ทำให้อ้วนด้วย 4. อย่าหลงกลขนมที่ไม่มีประโยชน์อย่างแท้จริง เรามักจะถูกหลอกโดยฉลากบนผลิตภัณฑ์ว่าไม่มีน้ำตาล หรือมีแคลอรี่น้อย แต่หารู้ไม่ว่าผลิตภัณฑ์เหล่านี้ซึ่งนอกจากจะมีราคาสูง แล้วก็ยังให้คุณค่าทางสารอาหารได้น้อยกว่าที่เราคิดไว้อีก ดังนั้น แทนที่จะหยิบลูกเกดกระป๋อง หรือน้ำผลไม้สำเร็จรูป 100% ก็เปลี่ยนใจมากินอัลมอนด์อบแห้ง หรือของกินเล่นที่ให้คุณค่าทางสารอาหารแก่เราแบบจัดเต็มดีกว่า ไม่ต้องจ่ายเยอะ แถมยังได้ประโยชน์ที่มากกว่าอย่างนี้ บอกได้คำเดียวว่าฟินสุด ๆ เลยเนอะ 5. ดื่มน้ำเปล่าประหยัดสุด น้ำเปล่าเป็นมิตรแท้สำหรับคนอยากผอม ฉะนั้น แทนที่จะเสียเงินซื้อน้ำหวาน น้ำอัดลม หรือกาแฟสักแก้ว ก็เก็บเงินเข้ากระเป๋า แล้วคว้าขวดน้ำเปล่ามาดื่มแทนดีกว่า ซึ่งนอกจากจะราคาถูกกว่ามากแล้ว ยังดีต่อร่างกายทั้งเรื่องผิวพรรณและเรื่องน้ำหนักเลยด้วย 6. ใช้ของฟรีให้เป็นประโยชน์ ห้องสมุดประจำหมู่บ้าน สูตรลดน้ำหนักในอินเทอร์เน็ต หรือแม้แต่คลาสแอโรบิกตามสวนสาธารณะ ล้วนแล้วแต่เป็นแหล่งช่วยลดความอ้วนที่ไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น อย่างนี้จะมัวลังเลอยู่ก็กระไร รีบเข้าไปยืมหนังสือคู่มือฟิตหุ่น หรือจะเป็นวิดีโอออกกำลังกายในห้องสมุดให้เร็ว หรือถ้าไม่สะดวก ก็ลองเสิร์ชหาสูตรลดน้ำหนักหรือหาวิดีโอคลิปสอนโยคะในอินเทอร์เน็ตมาลองฝึกดูก็ได้ เย็น ๆ หน่อยค่อยออกไปวิ่งที่สวนสาธารณะ เล่นเครื่องบริหารร่างกายที่เขามีไว้บริการ แล้วตบท้ายด้วยการออกสเต็ปแอโรบิกอีกสักหน่อยก็เริ่ดแล้วล่ะ 7. มองหาอุปกรณ์กีฬามือสอง อุปกรณ์กีฬาดี ๆ ก็มีราคาแพงพอสมควร ดังนั้นหากมีโอกาสลองไปเลือกดูอุปกรณ์กีฬามือสองจากร้านขายของมือสอง หรือตามเว็บไซต์ขายของมือสองก็น่าจะประหยัดไปได้เยอะ อย่างพวกไม้แบดมินตันยี่ห้อดี ๆ หรือแม้กระทั่งรองเท้ากีฬาแบรนด์ดังก็มีให้ได้เลือกซื้อกัน แต่ก็อย่าลืมตรวจสอบสภาพสินค้าให้สมกับราคาขายด้วยนะคะ 8. ชวนเพื่อนออกกำลังกายด้วยกัน ออกกำลังกายคนเดียวบางทีก็เหงา แถมขาดแรงจูงใจ จนกลายเป็นสาเหตุหลัก ๆ ที่ทำให้เราล้มเลิกภารกิจฟิตหุ่นเซี๊ยะได้ในที่สุด ถ้าอย่างนี้ก็กันไว้ก่อน ด้วยการชักชวนเพื่อนพ้องที่อยากลดหุ่นเหมือนกัน หรือถ้ามีลูกก็ชวนลูกชวนสามี ให้มาออกกำลังกายเพื่อสุขภาพที่ดี ออกกำลังกายกันเป็นกลุ่มเป็นแก๊งอย่างนี้ นอกจากจะได้ความสนุกแล้ว ยังได้แชร์กันจ่ายค่าสนาม หรือค่าอุปกรณ์กีฬาในกรณีที่ต้องเช่าด้วยนะ 9. ทำทุกอย่างบนความพอดี แม้จะรู้มาว่าการกินผักผลไม้นั้นดีต่อสุขภาพ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าวัน ๆ คุณจะเอาแต่กินผักกับผลไม้จนไม่แตะเนื้อสัตว์หรือข้าวเลย เพราะอาจจะทำให้ร่างกายขาดสารอาหารจนล้มป่วยลงได้ หรือในกรณีที่ใคร ๆ ก็บอกว่าในช่วงไดเอตห้ามกินของหวาน แต่ถ้าเกิดร่างกายอยากความหวานขึ้นมาก็อย่าไปทนจนอดนะคะ ปล่อยให้ร่างกายได้รับน้ำตาลบ้างในปริมาณที่พอเหมาะ ช็อกโกแลตแท้สักแท่งก็ไม่ได้ให้แคลอรี่สักเท่าไรหรอก ทานได้โลดจ้า

การนั่งอยู่กับที่มากกว่าวันละ 11 ชั่วโมงทำให้อายุสั้นลง

การนั่งทำงานอยู่กับโต๊ะตลอดเวลาโดยไม่ลุกไปไหนทั้งวันอาจจะทำให้คุณอายุสั้นลงโดยที่ไม่รู้ตัว นั่นก็เป็นเพราะว่าเมื่อร่างกายของเราไม่ได้ขยับเขยื้อนไปไหนเลยก็อาจจะก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพได้ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเกี่ยวกับระบบเผาผลาญ ระบบย่อยอาหาร ระบบขับถ่าย หรือแม้แต่ระบบไหลเวียนเลือด ดังนั้นถ้าอยากจะมีอาุยที่ยืนยาว ก็หมั่นลุกจากโต๊ะทำงานบ้างนะคะ แค่เพียงลุกไปเข้าห้องน้ำก็ช่วยได้มาก หรือถ้าไม่อยากลุกก็ลองยืดเส้นยืดสายที่โต๊ะทำงานดูนะคะ ก็ช่วยได้เหมือนกันค่ะ

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับสุขภาพ

ในปัจจุบันนี้โรคภัยกลายเป็นสิ่งใกล้ตัวที่คอยถามหาเราอยู่เสมอ เราจึงต้องดูแลสุขภาพกันให้ดีเป็นพิเศษ บางคนอาจจะสรรหาอาหารเสริมหรืออาหารบำรุงต่าง ๆ เพื่อบำรุงให้มีสุขภาพที่ดี ทั้ง ๆ ที่จริงแล้วการมีสุขภาพดีอาจเป็นเรื่องใกล้ตัวกว่าที่คุณคิด นำเอาเรื่องน่ารู้เกี่ยวกับสุขภาพที่ดีมากฝากกัน อยากมีสุขภาพที่ดีต้องอ่านเลยล่ะค่ะ กล้วย ช่วยลดอาการท้องอืดได้ ก่อนที่จะไปดูกันว่ากล้วยช่วยลดอาการท้องอืดได้อย่างไร เรามารู้จักกับอาการท้องอืดกันก่อน ท้องอืดเป็นอาการที่เกิดแก๊สจำนวนมากในกระเพาะอาหาร บางครั้งก็เกิดจากการรับประทานโซเดียมมากเกิน และเจ้ากล้วยนี่ล่ะค่ะที่จะช่วยทำให้อาการท้องอืดบรรเทาลงได้ เพราะกล้วยมีปริมาณโพแทสเซียมสูง ซึ่งจะไปจัดการกับผลกระทบที่เกิดจากโซเดียมส่วนเกินทำให้อาหารท้องอืดเบาบางลง แต่ถ้าคุณไม่อยากท้องอืดละก็ หลีกเลี่ยงอาหารที่มีเกลือหรือโซเดียมมากเกินไปตั้งแต่แรกจะดีกว่า จะได้ไม่ต้องมานั่งอึดอัดไงล่ะ

10 ท่าออกกำลังกาย ทำทุกวัน ผอมลงแน่ๆ!

ท่าที่ 1 วิ่งอยู่กับที่ การออกกำลังกายโดยวิ่งอยู่กับที่ดูจะง่ายที่สุดโดยไม่ต้องใช้พื้นที่หรืออุปกรณ์ใด ๆ แต่แนะนำให้ใส่รองเท้าวิ่งเพื่อไม่ให้ข้อเท้าได้รับบาดเจ็บ สำหรับการเผาผลาญแคลอรี่ก็ขึ้นอยู่กับเวลาที่วิ่งกับน้ำหนักตัวด้วย สำหรับสาว ๆ ที่น้ำหนักตัวน้อยกว่า อาจเผาผลาญไม่ได้มากเท่าคนที่ตัวใหญ่กว่าในเวลาพอ ๆ กัน ท่าที่ 2 ย่อเข่าเกร็งหน้าท้องและต้นขา ท่านี้ให้ยืนตรงแล้วก้าวเท้าไปข้างหน้าข้างหนึ่ง ค่อย ๆ ย่อตัวลงช้า ๆ หลังตรง จนเข่าข้างหนึ่งแตะพื้น ต้นขาของขาหน้าตั้งฉากกับพื้น นับ 1-10 แล้วค่อย ๆ เหยียดตัวขึ้น ทำสลับกันข้างละ 10 ครั้ง ท่านี้เผาผลาญไม่มากเท่ากับวิ่ง แต่ใช้ร่วมกันในการออกกำลังกายแต่ละครั้งก็จะดี ท่าที่ 3 ยึดพื้น ท่ายึดพื้นแบบที่เราเห็นในการฝึกทหาร อาจยากสักหน่อยสำหรับผู้หญิง แต่เป็นอีกท่าที่เผาผลาญได้ดีมาก ฝึกไว้ ได้ความแข็งแกร่งด้วย ท่าที่ 4 ท่าคลาน ยกขาไปข้างหลัง ท่านี้ให้ทำท่าเหมือนเวลาคลาน สองมือยึดพื้น หลังตรง ส่วนเข่า 2 ข้างกับพื้น แล้วเตะขายกสูงไปข้างหลังพยายามให้ขาตรง ทำข้างละ 10-20 ครั้ง ท่าที่ 5 กระโดดแล้วนั่งงอเข่า ให้ยืนตรง แล้วย่อเข่าแบบท่า Squat จากนั้นก็กระโดดยืดตัวด้วยปลายเท้า แล้วกลับสู่ทาง Squat เหมือนเดิม แล้วเริ่มใหม่ 20 ครั้ง ท่าที่ 6 ลุก-นั่ง เหยียดตัว แม้จะเผาผลาญไม่มากนักแต่ก็น่าลอง เพราะเป็นท่าง่าย ๆ ให้ยืนตัวตรง แล้วย่อตัวลงมานั่งยอง มือสองข้างวางกับพื้น ค่อย ๆ เหยียดขาและลำตัวไปข้างหลังให้ตรง แล้วกลับมาท่านั่งยองเหมือนเดิม ก่อนจะลุกขึ้นในท่าเริ่ม แล้วทำวนกลับมาแบบนี้ 20 ครั้ง ท่าที่ 7 นอนราบ ยกขา ท่านี้ง่ายและผ่อนคลาย ช่วยลดหน้าท้อง เอาเซลลูไลท์ออกไปทั้งต้นขาและหน้าท้อง ให้เริ่มด้วยการนอนราบ ค่อยๆ ยกขาทั้งสองข้างขึ้นช้า ๆ โดยให้ขาเหยียดตรง ให้ยกมาจนตั้งฉากกับพื้นแล้วค่อย ๆ เอาลง ทำแบบนี้ 20 ครั้ง ท่าที่ 8 แอ่นหลัง ท่านี้เป็นท่าที่นอกจากจะเผาผลาญได้ดีพอสมควรแล้ว ยังช่วยให้กล้ามเนื้อหลังแข็งแรง เริ่มด้วยการนอนคว่ำ เหยียดแขนไปข้างหลัง งอเข่าขึ้นมา แล้วจับข้อเท้าทั้งสองข้างเอาไว้ โดยให้รู้สึกตึงให้มากที่สุด ทำครั้งแรก ๆ ไม่ต้องนานมาก ค่อยๆทำ นับ 1-10 คลายตัวแล้วเริ่มใหม่ 10 ครั้ง ท่าที่ 9 นอนหงาย ยกลำตัว ให้นอนหงาย ชันเข่าขึ้น วางเท้ากับพื้น แล้วยกลำตัวขึ้น ประสานมือทั้งสองข้างที่ศีรษะด้านหลัง นับ 1-5 หันด้านข้างนับ 1-5 แล้ววางศีรษะกับพื้น เริ่มใหม่สลับกันทั้งสองข้าง ให้ได้ 20 ครั้ง ท่าที่ 10 ยืน ย่อเข่า เป็นอีกท่าที่เผาผลาญแคลอรี่ได้ดี และลดเซลลูไลท์ต้นขาได้มาก ให้ยืนหลังตรง กางขาประมาณความกว้างของไหล่ ยกแขนประสานมือสองข้างไว้หลังศีรษะ ค่อย ๆ ย่อตัวลงมาให้ต้นขาขนานกับพื้นนับ 1-10 แล้วค่อย ๆ ยืนขึ้น เริ่มใหม่ไปเรื่อย ๆ ให้ได้ 20 ครั้ง   ทั้งหมดนี้คือท่าออกกำลังกายที่ควรทำร่วมกันจะดีมาก เพราะนอกจากน้ำหนักจะลดแล้ว ยังได้กล้ามเนื้อและความแข็งแกร่ง เป็นวิธีลดน้ำหนักที่ไม่หักโหมจนเกินไป แล้วยังได้สุขภาพดี ๆ คืนมาอีกด้วยค่ะ

10 เทคนิค ลดน้ำหนักเร่งด่วน ใน 2 อาทิตย์ ไม่อันตราย ไม่โยโย่!

อยากผอมในเวลาไม่กี่วัน ใครว่าทำไม่ได้ ทำได้ค่ะสาวๆ แต่จะต้องทำอย่างถูกวิธี เพราะ การลดน้ำหนักอย่างถูกวิธี จะทำให้น้ำหนักเราไม่โยโย่ และไม่เสียสุขภาพค่ะ และวันนี้เราก็มีเทคนิค ลดน้ำหนักเร่งด่วน ลดน้ำหนักได้เร็ว ลดได้ภายใน 2 อาทิตย์มาฝากกันค่าา เป็นวิธีที่รับรองเลยว่า ไม่อันตราย และไม่ทำให้ระบบเผาผลาญพังแน่นอนค่า   1. เปลี่ยนพฤติกรรมการกินอาหารเช้า อาหารเช้าสำคัญก็จริง แต่ถ้าอยากลดน้ำหนักใช่ว่าเราจะกินอะไรก็ได้ค่ะ แนะนำว่าให้กินธัญพืช 1 ถ้วยคู่กับนมอัลมอนด์ หรือโยเกิร์ตกับผลไม้ประเภทเบอร์รี่ แทนที่จะเลือกกินข้าวเหนียวหมูปิ้งหรืออาหารไขมันสูง เพราะจะช่วยให้ย่อยง่ายขึ้น 2. มื้อกลางวันให้เน้นอาหารโปรตีนสูง สำหรับมื้อกลางวันแนะนำให้กินอาหารที่แคลอรีต่ำ แต่ให้โปรตีนสูงเป็นหลักค่ะ เช่น อกไก่ อาจจะกินคู่กับแตงกวาและมะเขือเทศ หรือจะเพิ่มไข่ต้ม 2 ฟอง และแครอทต้มอีกสักนิดก็ได้เช่นกัน อกไก่เป็นอาหารที่ไขมันน้อย แถมแคลอรีต่ำ อีกทั้งยังย่อยง่ายอีกด้วย ซึ่งเหมาะกับคนที่ต้องการลดน้ำหนักแบบสุดๆ 3. กินของว่าง 2 มื้อต่อวัน การกินของว่างระหว่างวันจะช่วยให้ระบบย่อยอาหารได้ทำงานอย่างเต็มที่ค่ะ แต่ของว่างที่ว่านี่ไม่ใช่ขนมขบเคี้ยวที่แคลอรีสูงนะคะสาวๆ ควรเน้นกินเป็นผลไม้ เช่น เบอร์รี่ทั้งหลาย หรือถ้าอยากหวาน อยากกินขนม ควรเลือกเป็นเจลาตินที่เป็นแบบ Sugar-Free, ธัญพืชอบกรอบ หรืออัลมอนด์ แทนค่ะ เพราะช่วยให้อิ่มอยู่ท้อง แถมไม่อ้วนด้วย! 4. กินอาหารเย็นที่มีแคลอรีต่ำ อาหารเย็นถือเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้อ้วนได้ง่ายๆ เลยค่ะ เพราะฉะนั้นควรเลือกกินอาหารเย็นที่มีแคลอรีต่ำ โดยปริมาณแคลอรีของอาหารมื้อเย็นควรน้อยที่สุดรองจากมื้อเช้า และมื้อกลางวัน คิดง่ายๆ คือ มื้อเช้าควรจะได้รับพลังงานประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ (ประมาณ 700 กิโลแคลอรี) มื้อเที่ยง 35 เปอร์เซ็นต์ (ประมาณ 600 กิโลแคลอรี) และมื้อเย็น 25 เปอร์เซ็นต์ (ประมาณ 500 หรือ 400 กิโลแคลอรี) และที่สำคัญควรกินมื้อเย็นก่อนเข้านอน 4-6 ชั่วโมงนะคะ 5. ลดการกินโซเดียมให้น้อยลง แม้ว่าเกลือและน้ำปลา หรือเครื่องปรุงทั้งหลายจะทำให้รสชาติอาหารอร่อยขึ้น แต่การกินโซเดียมมากเกินไป จะทำให้เราตัวบวมได้ง่ายๆ ! ฉะนั้นอาหารที่เราปรุงเองควรลดเกลือหรือโซเดียมให้น้อยลงค่ะ 6. กระโดดเชือกทุกวันวันละ 20 นาที กระโดดเชือก เป็นวิธีออกกำลังกายที่ลดน้ำหนักได้ดีสุดๆ ค่ะ เพราะการกระโดดเชือกเพียง 15 นาที เทียบเท่ากับการวิ่งออกกำลังกาย 30 นาทีเลยล่ะ! โดยการกระโดดเชือกในแต่ละวัน แนะนำให้กระโดดครั้งละ 10 นาที วันละ 2 ครั้ง 7. คาร์ดิโอวันละ 20 นาที นอกจากการกระโดดเชือกแล้ว การออกกำลังกายแบบคาร์ดิโออื่นๆ ยังช่วยเผาผลาญได้ดีเช่นกันค่ะ ไม่ว่าจะเป็นการวิ่งบนลู่วิ่ง หรือวิ่งบนถนน ทั้งนี้แนะนำให้วิ่งวันละ 20 นาทีค่ะ โดยการวิ่งจะช่วยเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจ ทำให้ระบบไหลเวียนเลือดมีการสูฉีด ร่างกายเกิดการเผาผลาญ เปลี่ยนน้ำตาลไปเป็นไขมัน และช่วยลดการสะสมไขมันในส่วนอื่นได้เป็นอย่างดี! 8. ดื่มน้ำมะนาวทุกเช้า นอกจากอาหารแล้ว น้ำก็เป็นเรื่องสำคัญที่ทำให้การลดน้ำหนักมีประสิทธิภาพมากขึ้นค่ะ โดยแนะนำว่า ให้ดื่มน้ำอุ่นโดยใส่มะนาวฝานลงไปด้วยในตอนเช้าของทุกวัน การดื่มน้ำมะนาวแบบนี้ทุกเช้า จะช่วยดีท็อกซ์และเผาผลาญไขมันได้ดีขึ้น! 9. หันมาฝึกโยคะเป็นประจำ โยคะไม่เพียงช่วยคลายกล้ามเนื้อ คลายอาการปวดเมื่อยเท่านั้นค่ะสาวๆ แต่โยคะยังช่วยกระชับกล้ามเนื้อไม่ว่าจะเป็นหน้าท้อง ต้นขา หรือแขนได้ดีอีกด้วย แถมโยคะบางท่ายังสามารถช่วยกระตุ้นระบบขับถ่าย ทำให้เราขับถ่ายได้เป็นปกติขึ้นอีกด้วยล่ะค่า 10. นอนให้ครบ 8 ชั่วโมง เป็นวิธีง่ายๆ แต่ได้ผลจริงๆ ค่ะ เพราะการอดนอนจะทำให้ฮอร์โมนในร่างกายเกิดการเปลี่ยนแปลง ซึ่งนั่นส่งผลให้เราอ้วนขึ้นได้! โดยการนอนอย่างน้อย 8 ชั่วโมงต่อวันจะช่วยควบคุมระดับน้ำตาลและควบคุมการสะสมไขมัน ส่งผลให้การลดน้ำหนักมีประสิทธิภาพมากขึ้นนั่นเอง!  

พลังงาน เมนูร้านอาหารตามสั่ง

หลีกเลี่ยงไม่ได้เลย กับฟาสฟู๊ดสไตล์ไทยๆ “ร้านอาหารตามสั่ง” ที่มีอยู่ทุกที่ โดยเฉพาะชีวิตมนุษย์ อ๊อฟฟิต ถือว่าเป็นอู่ข้าวอู่น้ำยามพักเที่ยงกันเลยทีเดียว จึงได้หยิบยกเมนูที่หลายๆคนเรียกติดปากว่า “เมนูสิ้นคิด” คือคิดไม่ออกว่าจะกินอะไรก็ต้องเมนูเหล่านี้หล่ะขึ้นมาเป็นตัวอย่าง และอยากจะย้ำอีกซักครั้งว่า ปริมาณพลังงานเหล่านี้ทำขึ้นเพื่อให้ตระหนัก ไม่ได้ห้ามทานหรือทานเมนูเหล่านี้ไม่ได้ แต่เราควรเรียนรู้ที่จะควบคุม ขนมขบเคี้ยว มื้อระหว่างวันไว้จะดีกว่า ทานเป็นมื้อหลักๆไม่ได้มีผลกับน้ำหนักมากนัก แต่ที่ต้องคำนึงเป็นสำคัญ คือปริมาณน้ำมัน และ น้ำมันที่ใช้ทอดซ้ำมากกว่า และต้องไม่ลืมว่า ถ้าหากเราทานไม่เกินที่ร่างกายใช้ เราก็จะไม่อ้วนค่ะ เมนูฮอตติดโผเมนูสิ้นคิด ข้าวผัดหมู : 660 kcal ข้าวราดปลาหมึกผัดน้ำพริกเผา : 535 kcal ข้าวหมูทอดกระเทียม : 525 kcal ข้าวราดกระเพราหมูสับ : 465 kcal ข้าวไข่เจียว : 445 kcal ข้าวราดคะน้าน้ำมันหอย : 220 kcal ไข่ดาว 1 ฟอง : 125 kcal ไข่เจียว 1 ฟอง : 140 kcal หมูกรอบ (เพิ่มในผัดผัก) : 200 kcal จะเห็นได้ชัดในกลุ่ม Topping ถ้าเราไม่บวก ไข่ดาว ไข่เจียวของทอดต่างๆ เราเองก็สามารถลดพลังงานในมื้อเที่ยงของเราได้วันละ 125 – 200 kcal เลยทีเดียว หรือใครจะลองเปลี่ยนมาทานไข่ต้มก็จะบวกพลังงานไปอีก 60 – 70 kcal เท่านั้นค่ะ ลองเลือกทานกันนะคะ ฉลาดเลือกฉลาดกิน สุขภาพแข็งแรงค่ะ

เทคนิคการเอาตัวรอดในร้านอาหารช่วงไดเอท

ในช่วงเวลาของการลดน้ำหนัก มีบ้างที่เราจำเป็นจะต้องออกไปพบเจอผู้คนร่ามสังสรรค์กับเพื่อนฝูง และครอบครัว ทานมื้อค่ำร่วมกันตามร้านอาหาร ในขณะที่คนที่ลดน้ำหนักหรือกำลังไดเอทมักเกิดความหนักใจที่ต้องแหกกฏโปรแกรมอาหารคลีนของตนเอง เพราะกลัวว่า อาหารนอกบ้าน จะทำลายความพยายามที่ทำมาทั้งสัปดาห์ หลายคนเซทมื้อครอบครัวเป็นมื้อที่ทานอะไรได้ตามใจ หรือ มื้อปล่อยผี (Cheat meal) แต่สิ่งที่ควรคำนึงคือ ถ้าคุณออกกำลังกายและไดเอทได้อย่าสมบูรณ์แบบ มื้อปล่อยผี (Cheat meal) 1 มื้อ ต่อ 1 สัปดาห์อาจไม่มีผลอะไรมากมายนัก แต่ถ้าการไดเอทและการออกกำลังกายของคุณไม่ถึงเป้า มื้อปล่อยผี (Cheat meal) อาจส่งผลให้น้ำหนัก และ ความพยายามตลอดสัปดาห์ของเราหายไปได้ถึง 30-40% ถ้าเราปล่อยตัวปล่อยใจไปกับอาหารอ้วนๆและอุดมไขมันจนเกินไป และอาจจำเป็นต้องใช้เวลา 3-4 วัน ในการกำจัดและปรับสภาพร่างกายให้เท่ากับวัน ก่อนวันปล่อยผี (Cheat meal) ดังนั้นเราจึงต้องสะกดใจไว้ให้มั่นว่า ถืงจะเป็นวันปล่อยผี (Cheat meal) เราก็ยังคงต้องใช้สติเลือกกินอยู่ดี สำหรับรายละเอียดและวิธีการ ปล่อยผี (Cheat meal) เป็นอย่างไรเดี๋ยวจะลงให้อ่านกัน เจรจาพาทีลดกังวลเรื่องอ้วน การออกไปทานข้าวนอกบ้านกับครอบครัวก็เป็นเรื่องที่ดี ช่วยกระชับความสัมพันธ์ และคลายความเครียดได้ เมื่อคนไดเอทจำเป็นต้องออกไปทานข้าวนอกบ้าน สิ่งที่ควรคำนึงสิ่งแรกคือ การเจรจากับกลุ่มเพื่อนและครอบครัวให้เลือกร้านอาหารที่จะไม่ทำลายแผนการไดเอทของเรามากนัก โดยเลือกร้านอาหารที่เป็นอาหารไขมันระดับต่ำ-ระดับกลาง เช่น สุกี้ ชาบู อาหารญี่ปุ่น สเต็ก อาหารไทย โดยพยายามหลีกเลี่ยง ร้านอาหารไขมันสูงอย่าง อาหารอิตาเลี่ยน พิซซ่า ไก่ทอด และ แฮมเบอร์เกอร์ ร้านเหล้า ร้านเค้ก-ของหวาน เป็นต้น เพราะถ้าหากเราเลือกชนิดอาหารที่ดีเราจะมีทางเลือกในการเลือกสั่งอาหารที่เหมาะกับเรามากขึ้นนั่นเอง จัดสัดส่วนของจานอาหาร เลือกสั่งอาหาร และเลือกอาหารที่ดีต่อสุขภาพ มุ่งไปที่อาหารจานผักก่อน จะต้ม จะผัด จะนึ่ง ได้ทั้งหมด จากนั้นเมื่อกับข้าวมา พยายามวาดภาพในหัว แบ่งจานของเราเป็น 4 ส่วน โดยเลือกอาหารที่เป็นผักเป็น 2 ส่วนของจาน ข้าวแป้ง เป็น 1 ส่วนและ เนื้อสัตว์เป็น 1 ส่วน อันไหนที่ดูว่ามีแววอนาคตความอ้วนสูงๆให้กินน้อยๆ หลีกเลี่ยงของทอด ของหวานๆ และ เนื้อติดมัน หากจะทานอาหารเป็นเซท หรือ ฟาสต์ฟู้ด ให้งดการเพิ่มไซส์ และ option ต่างๆของอาหารไว้ดีที่สุด นอกจากนี้ปริมาณการรับประทานก็เป็นสิ่งสำคัญ อย่าจัดหนักจนลืมตัว ต้องพยายามคำนวนปริมาณอาหารและเวลาของวันนั้นว่าเราเหลือเวลาในการย่อย หรือมีมื้อาหารมื้อต่อไปหรือไม่ และควรควบคุมให้พลังงานรวมต่อวันให้ไม่เกินกว่าที่ร่างกายต้องการใช้ เลือกเครื่องดื่มให้ดี เทคนิคที่สองที่ต้องทำควบคู่กับการเลือกชนิดอาหารคือการเลือกชนิดเครื่องดื่ม ลืมการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอลไปได้เลย เพราะการดื่มเครื่องดื่มพวกนี้นอกจากมีพลังงานสูงแล้วยังกระตุ้นให้เกิดการกักเก็บไขมันอีกด้วย น้ำเปล่าถือเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด หรือถ้าหากเครื่องดื่มที่มากับเซทอาหารเป็นน้ำอัดลม ควรเลือกที่เป็นสูตรไม่มีน้ำตาล งดการทานน้ำอัดลมแบบธรรมดา เนื่องจากน้ำอัดลมมีปริมาณน้ำตาลสูงอาจส่งผลให้ไขมันเพิ่มได้เช่นเดียวกับเหล้าและเบียร์ นอกจากนี้เครื่องดื่มพวกน้ำผลไม้ก็ต้องระวัง เพราะถึงแม้จะเป็นน้ำผลไม้ 100% หรือชามะนาว ก็ไม่ได้ต่างกับน้ำอัดลมมากนัก เพราะชามะนาวก็เติมความหวาน และ น้ำผลไม้ถึงแม้จะไม่เติมน้ำตาลก็มีน้ำตาลตามธรรมชาติอยู่ ตัวเลือกที่แย่ที่สุดของเครื่องดื่มคือ พวกกลุ่มน้ำปั่น ไม่ว่าจะเป็น นมปั่น โอวัลตีนปั่น มิลเชค หรือน้ำผลไม้ปั่น เครื่องดื่มพวกนี้จะเติมน้ำเชื่อมลงไปทั้งสิ้น เพื่อเพิ่มรสชาติให้พอเหมาะกับปริมาณน้ำแข็งที่ปั่นรวมลงไป เผลอๆเครื่องดื่มปั่นเพียงแก้วเดียวก็ทำให้ได้รับพลังงานไปแล้ว 200-300 kcal แม้จะกินแฮมเบอร์เกอร์ก็เลือกได้ กรณีที่หนีไม่ได้ ทุกคนลงความเห็นว่า “แฮมเบอร์เกอร์เดย์กันเถอะ” สายฟ้าฟาดลงกลางใจใครหลายคน จริงอยู่ที่แฮมเบอร์เกอร์จะเป็นเมนูที่ดูจะอันตรายกับการลดน้ำหนักเป็นอย่างยิ่ง ทั้งแป้ง ไขมัน และเกลือ แต่ถ้าลองศึกษาดีๆแล้ว เมนูแฮมเบอร์เกอร์หากเลือกใส่วัสดุและเครื่องปรุงดีๆ ก็ถือเป็นเมนูที่มีสารอาหารครบถ้วนในการทาน 1 ครั้งเลยทีเดียว เพื่อให้การทานแฮมเบอร์เกอร์ปลอดภัยไร้กังวล เราควรเลือกเมนูที่จากไก่ที่ปรุงโดยการย่าง ไม่ชุบแป้ง ไม่ทอด เลือกชนิดของขนมปังให้เป็นแบบ โฮลวีต และ งดใส่หรือเพิ่มชีสแผ่น หรือเลือกเมนูที่มีผักเป็นส่วนประกอบมากๆ ซึ่งหลายๆร้านตอนนี้ก็สามารถเลือก ท็อปปิ้ง ใส่ในแฮมเบอร์เกอร์และแซนวิชของเราได้เอง หรือแม้แต่ร้านแฮมเบอร์เกอร์เบรนด์แมสๆดังๆ ก็เริ่มมีเมนู Low crab สำหรับคนควบคุมน้ำหนักแล้ว แนะนำให้งดการสั่งเครื่องเคียงอ้วนๆ อย่าง หอมทอด เฟรนช์ฟรายส์ นักเก็ตส์ ลองสั่งเป็นชิ้นเดี่ยวๆมาทานคู่กับสลัดราคาอาจจะแพงขึ้นไม่คุ้มค่าเท่าเซ็ทที่เค้าจัดให้ แต่เชื่อเถอะว่ามันดีต่อสุขภาพกว่าจริงๆ 

อีกอย่างเวลาที่เราทานแฮมเบอร์เกอร์ นิสัยคนไทยมักจะสาดซอสและมายองเนส ลงไปจนชุ่ม แต่คุณทราบไหมว่าซอสมะเขือเทศ และซอสน้ำจิ้มไก่นั้นให้พลังงานสูงเอาเรื่อง โดย 1 ช้อนโต๊ะให้พลังงานถึง 19-25 kcal และ มายองเนส 1 ช้อนโต๊ะ จะให้พลังงาน ถึง 94 kcal เลยทีเดียว คิดดีๆ ค่าพลังงานของซอสเพียงอย่างเดียวอาจเทียบเท่า ข้าวถ้วยเล็กๆถ้วยนึงเลย ถึงแม้จะเลือกไก่หรือปลาก็ต้องเลือกวิธีปรุง ไก่ และปลา ถือเป็น อาหารที่นักสร้างกล้าม คนออกกำลังกาย และนักโภชนาการมักแนะนำให้ทานในช่วงของการลดน้ำหนัก เนื่องจาก เนื้อสองชนิดนี้ให้โปรตีนสูง และมีปริมาณกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อการสร้างกล้ามเนื้อ ไขมันต่ำ การเลือกเมนูเนื้อไก่และเนื้อปลา ตามร้านอาหารจะต้องเลือกเมนูที่ไม่ทอด และไม่แปรรูป เมนูไก่และปลาย่างหรือ เสต็ก ก็ถือเป็นเมนูทางเลือกที่ดีที่สุดเมื่อเทียบจากเนื้อสัตว์หลายๆชนิดในเมนู สำหรับเนื้อไก่ ควรเลือกชิ้นส่วนที่มีไขมันน้อย อย่างชิ้นอก หรือน่อง พยายามเลาะหนัง และหลีกเลี่ยงส่วนที่มีไขมันสูงๆ อย่าง สะโพก ปีก และเครื่องใน สำหรับเนื้อปลา หลีกเลี่ยงการรับประทานหนังปลาและส่วนที่มีไขมันสูงอย่างส่วนพุงปลา ก็จะช่วยลดพลังงานลงได้ไม่มากก็น้อย เลือกสลัดอย่างฉลาด สลัดก็เป็นเมนูจานแนะนำของหมู่คนลดน้ำหนัก เนื่องจากผัก มีเส้นในสูง อิ่มได้นาน อยู่ท้อง พลังงานต่ำ การเลือกสลัดในร้านอาหารควรมุ่งเน้นที่การเลือกน้ำสลัดเป็นหลัก เพราะน้ำสลัดมีส่วนอย่างมากกับปริมาณพลังงานที่เราจะได้รับ น้ำสลัด 1 ถ้วยเล็กๆอาจให้พลังงานได้ถึง 100 kcal ดังนั้น น้ำสลัดควรเป็นแบบน้ำใส และพยายามใส่ในปริมาณให้พอดี ไม่ใส่จนชุ่ม แฉะจนเกินไป ควรเลือกสลัดที่มีส่วนประกอบของเนื้อสัตว์ที่ใช้วิธีการย่าง ต้ม หรือลวก เช่น สลัดไก่ ไข่ไก่ ปลา กุ้ง หลีกเลี่ยงสลัดที่มี topping เป็นของทอดๆ อย่างเบคอน และชีส สำหรับเมนูบ้านๆอย่างยำต่างๆ ก็ควรเลือกยำที่มีเนื้อสัตว์ หรือซีฟู้ดต์ เป็นหลัก แทนการสั่งยำไส้กรอก ยำมาม่า หรือ ยำหมูยอ หลีกเลี่ยงยำที่มีรสชาติหวานและมันจัดๆ อย่างยำผักปุ้งกรอบ ส้มตำทอด เป็นต้น

8 วิธีเด็ดลดความหิว

ในการลดน้ำหนัก แน่นอนว่าคุณต้องมีวิธีจัดการกับความหิวดังนั้นเราจึงรวบรวมวิธีลดความหิว มานำเสนอ ไปดูกัยเลยค่ะ รับประทานใยอาหาร มีหลักฐานมากมายค่ะที่ใยอาหารช่วยลดความหิวได้ ผักและผลไม้ ข้าวซ้อมมือ ธัญพืชซึ่งมีใยอาหารมากจะมีแคลอรี่ที่ต่ำ ร่วมกับมีน้ำในอาหารมาก ซึ่งจะช่วยให้คุณอิ่ม ซุปใสระงับหิว การรับประทานซุปใสจะช่วยให้รับประทานแคลอรี่โดยรวมได้น้อยลง แต่ผึ้งแนะนำว่าไม่ควรใช้ซุปข้นนะค่ะ ให้พยายามปรุงซุปแคลอรี่ต่ำและใยอาหารสูงด้วยค่ะ สลัดผักก่อนอาหาร มีการศึกษาค่ะที่ว่าคนที่รับประทานสลัดในปริมาตร 3 ถ้วยตวง (แคลอรี่ไม่เกิน 100กิโลแคลอรี่) ก่อนรับประทานอาหาร จะช่วยให้รับประทานแคลอรี่น้อยลงได้ 12% และเมื่อรับประทานสลัดผักในปริมาตร 1 ถ้วยตวงครึ่ง จะช่วยให้รับประทานแคลอรี่ได้น้อยลง 7% ่ผึ้งแนะนำให้ใช้ผักที่มีแคลอรี่น้อยทำสลัดนะค่ะ เช่น แครอท มะเขือเทศ ผักชี แตงกวา กระหล่ำปลี (แนะนำว่าไม่ควรใช้เครื่องปรุงที่มีแคลอรี่สูงนะค่ะ) ให้ระวังเรื่องน้ำสลัดด้วยค่ะ ส้มลดความหิว มีการวิจัยค่ะ ว่าผลไม้ที่มีใยอาหารชนิดละลายน้ำมากและแคลอรี่ต่ำนั้นช่วยให้อิ่มเร็วค่ะ ดื่มนมไขมันต่ำ นมมีโปรตีนอยู่ 2 ชนิดค่ะ คือ Whey (เวย์) กับ Casein (เคซีน) ในส่วนของโปรตีน Whey จะช่วยระงับความหิวได้ แต่ผึ้งแนะนำให้เลือกนมที่ไขมันต่ำนะค่ะ เช่นนมพร่องมันเนย หรือนมขาดมันเนย รับประทานไขมันให้น้อย แต่ไม่ใช่ตัดออก เมื่อเรารับประทานไขมัน จะมีการสร้างฮอร์โมนที่มีชื่อว่าเลปตินค่ะ ซึ่งเป็นข้อดีที่ว่าการรับประทานไขมันช่วยให้เราอิ่มได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าให้เรารับประทานไขมันได้ในปริมาณที่มากนะค่ะ ผึ้งแนะนำให้เลือกไขมันไม่อิ่มตัวและไขมันปลาอยู่ ไขมันไม่อิ่มตัวและไขมันปลาช่วยให้เราอิ่มได้มากกว่าไขมันอิ่มตัวจากสัตว์อีกค่ะ ถั่วเหลืองมีประโยชน์ ถั่วเหลืองให้ทั้งโปรตีน ไขมัน และคาร์โบไฮเดรตค่ะ ซึ่งจะช่วยให้เราอ่ม ความจริง นมถั่วเหลืองก็เป็นอาหารว่างที่ดีในการทีจะช่วยให้เราอิ่มได้ด้วยค่ะ เคี้ยวช้าๆ ในการรับประทานอาหาร คุณต้องให้เวลาอย่างน้อย 20 นาทีในการเดินทางของสัญญาณและ ฮอร์โมนไปยังสมองจึงจะรู้สึก “อิ่ม”ค่ะ ถ้าคุณรับประทานเร็วเกินไป กว่าสัญญาณจะไปถึงสมอง กว่าจะรู้สึกอิ่ม คุณก็กินเข้าไป 3 จานเข้าไปแล้ว!! ดังนั้นค่ะ ให้เคี้ยวช้าๆ จะช่วยให้คุณรู้สึกอิ่มในขณะที่รับประทานอาหารไปด้วย

เลือกอาหารอย่างไร ? สำหรับก่อนและหลังการออกกำลังกาย

ในการลดน้ำหนักที่ได้ผลจะต้องวางเป้าหมายให้การลด ลดที่ตัวไขมัน ในขณะที่ยังคงรักษาและสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรง โดยเฉพาะกับผู้ที่ออกกำลังกายเพื่อการลดน้ำหนัก เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ไวขึ้นควรวางตารางการทานอาหารให้เหมาะสม ไม่ใช่การลดหรืออดอาหาร การทานในปริมาณน้อยแล้วจะยิ่งลดเร็ว แต่ผลอาจตรงกันข้ามคือ น้ำหนักไม่ลดแถมทำลายสุขภาพไปด้วย ดังนั้น วิธีการที่ถูกต้องคือ ต้องควบคุมปริมาณอาหารให้เพียงพอกับที่ร่างกายต้องการใช้ เนื่องจากคนที่ลดน้ำหนักด้วยการออกกำลังกายจำเป็นต้องใช้พลังงานมากกว่าปรกติ และยังต้องเพิ่มเติมสารอาหารให้เพียงพอกับการซ่อมแซมร่างกายจากการออกกำลังกายด้วย จึงควรเลือกทานอาหารก่อนและหลังการออกกำลังกาย โดยแบ่งปริมาณอาหารซอยย่อยเป็นมื้อดล็กๆไม่หนักมากนัก โดยให้ความสำคัญไปที่มื้อเช้า มื้อก่อนออกกำลังกาย และมื้อหลังออกกำลังกาย ทานก่อนทานหลังออกกำลังกายล้วนสำคัญ การทานอาหารก่อนออกกำลังกาย จะช่วยทำให้สามารถออกกำลังกายได้นานขึ้น เพราะร่างกายแปลงพลังงานมาเก็บสะสมไว้ในรูปของพลังงานสำรองที่เรียกว่าไกรโคเจน เมื่อมีพลังงานก็มีแรงออกกำลังกายได้อย่างเต็มที่ เต็มกำลัง โดยสามารถพบไกรโคเจนได้ในอาหารจำพวกแป้งหรือคาร์โบไฮเดรต นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ และเสริมสร้างการเจริญเติบโตของกล้ามเนื้ออีกด้วย การทานอาหารหลังออกกำลังกาย เป็นมื้อที่ต้องให้ความสำคัญ หากคุณออกกำลังกายหนักควรรับประทานมื้อหลังออกกำลังกายให้ได้ภายใน 30-45 นาที เพราะเป็นช่วงที่ระบบไหลเวียนเลือดยังคงทำงานอยู่ และถือเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่ร่างกายควรได้รับสารอาหาร เนื่องจากฮอร์โมลอินซูลินจะเพิ่มสูงหลังจากมื้ออาหารซึ่งจะเป็นตัวช่วยให้ร่างกายลำเลียงสารอาหารเข้าสู่กล้ามเนื้อได้ดี นอกจากนี้การทานอาหารหลังออกกำลังกายช่วยป้องกันการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อ ช่วยซ่อมแซม กล้ามเนื้อ เนื้อเยื้อ และเซลล์ต่างๆในร่างกาย เสริมสร้างภูมิคุ้มกันและทำให้ฮอลโมลต่างๆทำงานได้ดีขึ้น ทานก่อนทานหลังออกกำลังกายล้วนสำคัญ การทานอาหารก่อนออกกำลังกาย จะช่วยทำให้สามารถออกกำลังกายได้นานขึ้น เพราะร่างกายแปลงพลังงานมาเก็บสะสมไว้ในรูปของพลังงานสำรองที่เรียกว่าไกรโคเจน เมื่อมีพลังงานก็มีแรงออกกำลังกายได้อย่างเต็มที่ เต็มกำลัง โดยสามารถพบไกรโคเจนได้ในอาหารจำพวกแป้งหรือคาร์โบไฮเดรต นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ และเสริมสร้างการเจริญเติบโตของกล้ามเนื้ออีกด้วย การทานอาหารหลังออกกำลังกาย เป็นมื้อที่ต้องให้ความสำคัญ หากคุณออกกำลังกายหนักควรรับประทานมื้อหลังออกกำลังกายให้ได้ภายใน 30-45 นาที เพราะเป็นช่วงที่ระบบไหลเวียนเลือดยังคงทำงานอยู่ และถือเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่ร่างกายควรได้รับสารอาหาร เนื่องจากฮอร์โมลอินซูลินจะเพิ่มสูงหลังจากมื้ออาหารซึ่งจะเป็นตัวช่วยให้ร่างกายลำเลียงสารอาหารเข้าสู่กล้ามเนื้อได้ดี นอกจากนี้การทานอาหารหลังออกกำลังกายช่วยป้องกันการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อ ช่วยซ่อมแซม กล้ามเนื้อ เนื้อเยื้อ และเซลล์ต่างๆในร่างกาย เสริมสร้างภูมิคุ้มกันและทำให้ฮอลโมลต่างๆทำงานได้ดีขึ้น ออกกำลังกายแบบไหน ทานอย่างไรดี ? เราสามารถแยกการเลือกทานอาหารก่อนและหลัง ได้ตามประเภทของการการออกกำลังกายและตามความต้องการสารอาหารของแต่ละชนิดการออกกำลังกายได้ดังนี้ Strength training เพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ หากคุณเป็นคนออกกำลังกายแบบเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ (strength training) หรือเวทเทรนนิ่ง ร่างกายจะต้องการโปรตีนเพื่อเสริมสร้างมวลกล้ามเนื้อ โดยสาารถแบ่งสัดส่วนของอาหารออกเป็น คาร์โบไฮเดรต 25% และโปรตีน 75% โดยการทานโปรตีนนั้นจะต้องคำนวนให้เพียงพอ ยิ่งเล่นหนักมากเท่าไหร่ร่างกายก็ต้องยิ่งต้องการโปรตีนมากขึ้นตาม อาหารก่อนออกกำลังกายของคนกลุ่มนี้ ควรทานก่อนการออกกำลังกาย 1-2 ชม และเลือกทานโปรตีนเพื่อให้สามารถนำมาใช้ได้อย่างเต็มที่ โดยคำนวนปริมาณโปรตีนที่ควรรับประทานตามน้ำหนักตัว เพศ และระยะเวลาในการออกกำลังกาย ส่วนของคาร์โบไฮเดรต ควรเลือกที่เป็นแบบเชิงซ้อน เช่น ข้าวกล้อง ถั่ว ธัญพืช โดยการทานอาหารลักษณะนี้ก่อนเล่นเวทจะทำให้ร่างกายมีพลังงานพอที่จะทนทานกับการฝึกได้ดี สามารถฝึกได้อย่างเต็มที่และต่อเนื่อง ป้องกกันอาการบาดเจ็บได้ หลังออก strength training ภายในระยะเวลาไม่เกิน 30นาที-2ชม. ควรทานโปรตีน 10-20 กรัม เพื่อไม่ให้เกิดการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อ ช่วยลดอาการปวดของกล้ามเนื้อ และเพิ่มเติมไกลโคเจนให้ร่างกายอีกด้วย โดยแนะนำให้หลีกเลี่ยงอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตหลังออกลังกาย อาจเลือกการทานสลัดพร้อมทูน่า ผักลวกพร้อมอกไก่อบ ไข่ต้ม หรือเพื่อความสะดวกรวดเร็วอาจทานผงโปรตีนแทนก็ได้ Cardio Training เพื่อเพิ่มความฟิตและเผาผลาญไขมัน สำหรับการออกกำลังกายแบบ คาร์ดิโด เช่นการ เดิน วิ่ง กระโดด แอโรบิก ฯลฯ ร่างกายจะต้องการคาร์โบไฮเดรตเป็นส่วนใหญ่ เพื่อเพิ่มพลังในระหว่างการออกกำลังกาย โดยเแนะนำให้ทานคาร์โบไฮเดรต ประมาณ 200-300 กรัม ก่อนการออกกำลังกาย 1-3 ชม และสามารถเสริม โปรตีนและไฟเบอร์เข้าไปช่วยเพิ่มพลังทำให้ร่างกายเพื่อให้ร่างกายไม่ดึงพลังงานงานไปใช้เร็วเกินไป สำหรับคนที่ออกกำลังกายตอนเช้าสามารถลดปริมาณอาหารลงได้ อาหารที่แนะนำคือ ข้าวโอ๊ต ถั่วต่างๆ ขนมปัโฮลวีตเนยถั่ว นมถั่วเหลือง เป็นต้น โดยกะปริมาณให้พอดีไม่อิ่มจนเกินไป เมื่อออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอเสร็จ สิ่งที่จำเป็นที่สุดคือการดื่มน้ำ “น้ำเปล่า” น้ำเปล่า ถือเป็นเครื่องดื่มที่ดีและเหมาะที่สุดที่จะดื่มหลังออกกำลังกาย เนื่องจากเราจะสุญเสียน้ำอย่างมากในขณะที่เราออกกำลังกาย สำหรับเครื่องดื่มเกลือแร่ต่างๆนั้น ถึงแม้ว่าจะช่วยเพิ่มพลังงานและให้ความสดชื่นได้ แต่เครื่องดื่มเหล่านี้มักมีส่วนผสมของน้ำตาลอยู่อาจทำให้ร่างกายในสภาวะหลังออกกำลังกายจะกักเก็บน้ำตาลไว้ ได้จึงไม่แนะนำ หากต้องการดื่มเครื่องดื่มที่ให้พลังงานจริงๆแนะนำให้ดื่มน้ำมะพร้าวสดๆ เพราะในน้ำมะพร้าวมี โปเตสเซี่ยม และ เมงกานิสอยู่มาก ซึ่งร่างกายจะดูดซึมได้ดีหลังการสูญเสียน้ำ จึงทำให้ได้รับประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ นอกจากนี้ ยังสามารถทานกล้วย หรือโยเกิร์ตไขมันต่ำ ผสมน้ำผึ้งกับผลไม้ประเภทเบอร์รี่ที่มีวิตมินซีสูงๆ ร่วมด้วยก็ได้ Circuit Training ผสมผสานการสร้ามกล้ามเนื้อพร้อมเพิ่มความฟิต ถ้าหากเลือกการออกกำลังกายแบบ circuit training ซึ่งผสมผสานทั้ง strength training และ cardio การทานจะอาหารจะแตกต่างออกไป ซึ่งต้องทานทั้งโปรตีนและคาร์โบไฮเดรตในเวลาที่ต่างกัน โดยอาหารก่อนออกกำลังกายจะแนะนำทานโปรตีน ระยะเวลาประมาณ 2-3 ชม.ก่อนเริ่มการออกกำลังกาย และทานของว่างมื้อเล็กๆที่มีคาร์โบไฮเดรตสูงแต่มีไขมันต่ำ ในระยะเวลาประมาณ 30นาที-1ชม. หลังจากออกกำลังกาย 30นาที – 1ชม. ให้ทานคาร์โบไฮเดรตและโปรตีนเป็นสัดส่วน 3:1 เพื่อป้องกันการสูญเสียของกล้ามเนื้อหลังจากออกกำลังกาย และควรดื่มน้ำมากๆเช่นเดียวกันกับการออกกำลังกาบแบบคาร์ดิโอ หลังจากนั้นอีก 3-4ชม. ให้ทานอาหารที่ให้พลังงานปานกลางตามปรกติ โดยอาหารควรปรุงด้วยกรรมวิธีการ นึ่ง ต้ม ย่า อบ เผา หลีกเลี่ยงอาหาร ไขมันมันสูง เค็มจัด หวานจัด และควรกะปริมาณให้เหมาะสมกับกิจกรรมที่เราทำ โดยไม่เข้าข้างตัวเอง ไม่จัดหนักให้รางวัลเมื่ออกกำลังกายเสร็จ แต่ควรทำให้ได้ตามแผนการทานอาหารที่วางไว้อย่างเคร่งครัด

การอดอาหารไม่ดีอย่างไร ?

หลายๆคนอาจทราบแล้วว่าการอดอาหารเป็นอุปสรรคอย่างหนึ่งของการลดความอ้วน และ ทำให้สุขภาพย่ำแย่ด้วยแต่สาเหตุที่เขียนขึ้นเพราะน่าต้กกะใจมากๆที่ยังมีคนที่ลดความอ้วนด้วยการอดอาหารอีกมากมาย ทุกคนเคยประสบมาเหมือนกันหมดไม่ว่าจะเป็น ผู้หญิง ผู้ชาย เด็ก วัยรุ่น คนแก่ สวย ไม่สวย โสด หรือ แต่งงานแล้วก็ตามที สิ่งที่เหมือนกันนั้นคือ….. คนที่เคยลดความอ้วนด้วยการอดอาหาร ตอนแรกๆก็ลดได้แต่สุดท้ายทนไม่ไหว และทุกวันนี้มันไม่ลดแล้ว ตอนนี้มันอ้วนเหมือนเดิมหรือมากกว่าเดิมอีก บางคนอดอาหารเช้า บางคนอดอาหารเย็น หมายถึงอาจมีทานอะไรบ้างเล็กๆน้อยๆเช่น ผลไม้ แต่ไม่ได้ทานอาหารมื้อหลัก หลายๆคนงดทานอาหารบางมื้อทุกวันมาเป็นระยะเวลานานหลายปี บางคนเพิ่งเริ่มลองอดอาหารโดยเฉพาะคนที่อายุน้อยๆหรือพยายามลดน้ำหนักเป็นครั้งแรกในชีวิต แต่สุดท้ายแล้วเมื่อเวลาผ่านไปอายุมากขึ้นคนเหล่านั้นยังอ้วนอยู่ หรือ ยังมีสัดส่วนเกินที่ไม่น่ามองเหมือนเดิม ส่วนใหญ่แล้วคนที่เคยคุยด้วยจะเริ่มรู้สึกตัวว่าน้ำหนักตัวมันไม่ลดลงเลยแม้จะอดอาหารแค่ไหนเมื่ออายุถึง 30ปี แต่ก็มีบางคนที่เริ่มรู้สึกตัวเมื่ออายุน้อยกว่านั้น เมื่อคุณอดอาหารไม่ว่าจะมื้อใดก็ตามจะทำให้ – ขาดสารอาหาร 5 หมู่ (โปรตีน,คาร์โบไฮเดรต,วิตามิน,แร่ธาตุ,ไขมัน) ร่างกายทุกส่วนจะอ่อนแอลง เพราะไม่มีวัตถุดิบในการซ่อมแซม เสริมสร้างตัวเอง ขอย้ำว่าทุกส่วนของร่างกาย ตั้งแต่เส้นผม หัว ผิวหน้า หน้าอก ปอด หัวใจ ตับไตไส้พุง เล็บ จุดซ่อนเร้น อ่อนแอลงทั้งหมด – ขาดพลังงานจากอาหาร (มาจากคาร์โบไฮเดรต,ไขมันเป็นหลัก) คุณจะเป็นโรคขี้เกียจทันที จะรู้สึกไม่มีแรงเพราะร่างกายไม่มีพลังงานที่จะทำอะไร ร่างกายจะลดระดับการเผาผลาญลงโดยอัตโนมัติ เมื่อเป็นหลายๆครั้งเข้าร่างกายจะชินจนระดับการเผาผลาญที่ต่ำลงนั้นกลายเป็นเรื่องปกติของร่างกายคุณ เรียกว่าอาการขี้เกียจเป็นปกติ – ไม่มีอาหารตกถึงท้องทำให้น้ำย่อยในกระเพาะย่อยผิวกระเพาะ เป็นการประชดที่คุณไม่ยอมให้อาหารกับเค้าเป็นสาเหตุให้เป็นแผลในกระเพาะอาหาร หรือ โรคกระเพาะนั่นเอง จากที่ตอนแรกคุณเป็นแค่คนอยากลดความอ้วนตอนนี้คุณกลายเป็น คนไม่สบายที่อยากลดความอ้วนซะแล้ว – ไม่มีอาหารและเส้นใยอาหารเคลื่อนตัวผ่านระบบทางเดินอาหาร (ลำไส้เล็ก,ลำไส้ใหญ่) ทำให้ไม่มีการบีบตัวของลำไส้ซึ่งทำให้อาหารเคลื่อนตัวผ่านระบบทางเดินอาหารได้ดี นานๆเข้าก็จะทำให้สุขภาพระบบย่อยอาหารอ่อนแอและพลังในการขับถ่ายน้อยลง จะพาลทำให้ท้องผูก ทีนี้ล่ะระหว่างที่คุณอดอาหารไม่ทานอาหารใหม่เข้าปากแล้วยังไม่ยอมเอาของเก่าออกอีก – ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำลง เพราะไม่มีคาร์โบไฮเดรต (แป้ง,น้ำตาล) นอกจากทำให้อ่อนเพลียไม่มีแรงแล้วยังทำให้สมองกระตุ้นให้ร่างกายรู้สึกหิวอีกเพื่อเตือนให้คุณทานอาหารได้แล้วจะหมดแรงแล้วนะ นั่นคือคุณจะยิ่งรู้สึกหิวเป็นพิเศษหลังจากอดอาหาร และคุณจะควบคุมตัวเองไม่ค่อยได้ หากปกติคุณเป็นสาวหวานมารยาทเรียบร้อยคุณจะเปลี่ยนไปทันที สวาปามอย่างขาดจิตสำนึกไปหมดทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นแป้ง น้ำตาล ไขมัน ขนม คุกกี้ เค้กของหวาน ข้าวเหนียว น้ำหวาน เครื่องดื่มหวานๆต่างๆ จากที่อ้วนแต่สุภาพกลายเป็นอ้วนแบบหมดสภาพ ต้องเข้าใจว่าร่างกายของมนุษย์ถูกวิวัฒนาการมานับหมื่นปีเพื่อให้อยู่รอดผ่านยุคสมัยต่างๆมาได้จนถึงทุกวันนี้มันถูกออกแบบมาอย่างดีให้ทานอาหารได้หลากหลายชนิด เมื่อทานอาหารก็จะย่อยอาหารเพื่อนำสารอาหารมาใช้ซ่อมแซม ฟื้นฟู ทำให้ร่างกายเจริญเติบโต และเปลี่ยนพลังงานจากอาหารมาเก็บสำรองไว้ในร่างกายในรูปของไกลโคเจนในกล้ามเนื้อ และ ไขมัน ซึ่งจะสะสมไว้ที่ตับ กล้ามเนื้อ และชั้นไขมันตามส่วนต่างๆของร่างกาย เพื่อให้ร่างกายมีพลังงานไว้ใช้เพียงพอ ดังนั้นอย่าอดนะคะ เปลี่ยนการทานอาหาร เลือกทานมื้ออาหารที่ดีต่อสุขภาพ ไม่ทำให้อ้วน และงดทานของที่ทำให้อ้วนเมื่อรู้สึกหิวก็ทาน อย่าไปฝืนแต่ให้เลือกทานอาหาร หรือของว่างที่ไม่ทำให้อ้วน น้ำตาลและแป้งน้อย ไม่มีไขมัน เน้นโปรตีนทานอาหารให้เป็นเวลา เวลาทานอาหารอาจแตกต่างกันไปสำหรับแต่ละคน แต่ต้องทานให้ครบ 3 มื้อค่ะ