ลดน้ำหนักอย่างรวดเร็วอย่างไร : 3 ขั้นตอนง่ายๆ (มีหลักการทางวิทยาศาสตร์)

มีหลายวิธีที่สามารถลดน้ำหนักได้อย่างรวดเร็ววิธีส่วนใหญ่จะทำให้คุณต้องทนหิวและใช้ความพยายามอย่างมากถ้าคุณไม่ได้ตั้งใจที่จะประมูลที่รุนแรงจริงๆความหิวจะทำให้คุณได้รับอย่างรวดเร็ว แผนต่อไปนี้จะทำให้คุณสามารถ – ลดปริมาณการกินได้อย่างรวดเร็ว – ทำให้คุณลดน้ำหนักได้เร็วขึ้นโดยที่ไม่หิว – ทำให้ระบบเผาผลาญทำงานได้ดีขึ้น 3 ขั้นตอนง่ายๆที่จะทำให้ลดน้ำหนักอย่างรวดเร็ว 1.ลดน้ำตาลและแป้ง ขั้นตอนที่สำคัญที่สุดคือการลดน้ำตาลและแป้ง (คาร์โบไฮเดรต) เมื่อคุณทำแล้ว คุณจะหิวน้อยลงและทำให้คุณสามารถลดบริมาณแคลอรี่ที่คุณบริโภคได้ ต่อจากนี้แทนที่ร่างกายของคุณจะเผาผลาญคาร์โบไอเดรตเป็นพลังงาน ร่างกายของคุณจะปรับมาเผาผลาญไขมันแทน ข้อดีอีกอย่างจากการลดปริมาณคาร์โบไฮเดรตคือลดปริมาณสารอินซูลินในร่างกาย ที่ทำให้ไตของคุณขับโซเดียมและน้ำออกจากร่างกาย และลดอาการบวมจากปริมาณน้ำที่มีมากเกินในร่างกาย เป็นเรื่องปกติที่จะสามารถลดน้ำหนักได้ถึง 4 กิโลกรัมในสัปดาห์แรกที่เริ่มกินอาหารวิธีนี้ ทั้งน้ำหนักจากไขมันและน้ำ ทานโปรตีน ไขมัน และผัก อาหารแต่ละมื้อของคุณควรประกอบไปด้วยโปรตีน ไขมัน และ ผักคาร์โบไฮเดรตต่ำ การจัดอาหารวิธีนี้จะทำให้ปริมาณคาร์โบไฮเดรตที่ควรได้รับต่อวันอยู่ในเกณฑ์ปกติคือ 20-25 กรัมต่อวัน แหล่งโปรตีน *เนื้อ : เนื้อวัว เนื้อไก่ เนื้อหมู เนื้อแกะ และอื่นๆ *ปลาและอาหารทะเล : แซลมอน ปลาเทราท์ กุ้ง และอื่นๆ *ไข่ : ไข่เต็มใบทั้งไข่แดงและไข่ขาวดีที่สุด ข้อดีของการบริโภคโปรตีนคือสามารถรับประทานได้ในปริมาณมากโดยที่ไม่ส่งผลใดๆ อาหารโปรตีนสูงยังสามารถช่วยลดความอยากอาหารได้ถึง 60% และลดความอยากในเวลากลางคืนได้อีก 50% มันจะทำให้คุณอิ่มโดยอัตโนมัติ ผักคาร์โบไฮเดรตต่ำ *ผักโขม *มะเขือเทศ *ผักเคล *กะหล่ำดาว *ชาร์ด *ผักกาดหอม *แตงกวา *บร็อคคอลี่ *กะหล่ำดอก ไม่ต้องกังวลที่จะกินผักเหล่านี้ปริมาณมาก คุณสามารถกินผักเหล่านี้เยอะเท่าไรก็ได้โดยที่ได้รับปริมาณคาร์โบไฮเดรตยังคงอยู่ในปริมาณที่เหมาะสม แหล่งไขมัน *น้ำมันมะกอก *น้ำมันมะพร้าว *น้ำมันอะโวคาโด *เนย รับประทานอาหาร 2-3 มื้อต่อวัน ถ้าคุณคิดว่าคุณยังคงหิวอยู่ในช่วงบ่าย ให้เพิ่มมื้อที่ 4 ด้วย อย่ากลัวที่จะรับประทานไขมัน และหลีกเลี่ยงสูตรที่ต้องลดคาร์โบไฮเดรต และ ลดไขมันในครั้งเดียว มันจะทำให้แผนลดความอ้วนของคุณพังได้เลย 3.เล่นเวท 3 ครั้งต่อสัปดาห์ ในแผนนี้คุณไม่ต้องออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนัก แต่อย่างไรก็ตาม เรายังคงแนะนำให้คุณทำ ตัวเลือกที่ดีที่สุดคือเข้ายิม 3-4 ครั้งต่อสัปดาห์ และเพียง วอร์มอัพและยกเวท ถ้าคุณมือใหม่สำหรับการเข้ายิม ควรมีเทรนเนอร์แนะนำเพื่อการออกกำลังกายอย่างถูกต้อง ผลพลอยได้จากการเล่นเวท นอกจากการที่มีกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้น คุณจะเผาผลาญแคลอรี่ได้มากขึ้นและช่วยป้องกันไม่ให้ระบบเผาผลาญแย่ลงซึ่งจะส่งผลต่อการลดน้ำหนัก มีงานวิจัยพบว่าอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตต่ำ มีส่วนช่วยให้กล้ามเนื้อเพิ่มขึ้นบางส่วนในขณะที่ไขมันจะลดลงอย่างเห็นได้ชัด ถ้าหากการเล่นเวทไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีของคุณ การเล่นกีฬาแบบคาร์ดิโอ เช่น การเดิน วิ่ง ปั่นจักรยาน หรือว่ายน้ำก็เป็นตัวเลือกที่ดีเช่นกัน คุณสามารถเลือกให้มีวันที่บริโภคคาร์โบไฮเดรตปกติได้ 1 ครั้งต่อสัปดาห์ แต่ควรเลือกรับประทานเฉพาะคาร์โบไฮเดรตที่ดี เช่น ข้าวโอ้ต ข้าว คินัว มันฝรั่ง และผลไม้ต่างๆ และไม่ควรรับประทานเกิน 1 วันต่อสัปดาห์เพื่อไม่ให้ได้รับคาร์โบไฮเดรตมากจนเกินไป และส่งผลให้การลดความอ้วนด้วยวิธีจำกัดแป้งไม่ประสบผลสำเร็จ ปริมาณอาหารและแคลอรี่ที่สามารถทานได้ในการเลือกรับประทานแบบคาร์โบไฮเดรตต่ำ ในการลดน้ำหนักด้วยการควบคุมปริมาณของแป้งและน้ำตาล ข้อดีคือสามารถกกินได้แบบไม่ต้องนับแคลอรี่ หลักสำคัญคือการควบคุมคาร์โบไฮเดรตให้อยู่ในปริมาณ 20-50 กรัมต่อวัน ส่วนโปรตีนและไขมันสามารถกินได้ไม่จำกัด

6 วิธีลดหุ่นแบบง่าย ๆ

6 วิธีลดหุ่นแบบง่าย ๆ (ประชาชาติธุรกิจ) คอลัมน์ เฮลท์ ของยาฮู แนะ 6 วิธีลดหุ่น ซึ่งไม่ได้เน้นการอดอาหารหรือออกกำลังกาย แต่เป็นการปรับพฤติกรรมในหลาย ๆ ด้าน วิธีแรก คือ การชั่งน้ำหนักทุกวัน มหาวิทยาลัยมินนิโซตาสำรวจผู้ใหญ่ที่พยายามลดน้ำหนัก 1,800 คน พบว่าผู้ที่ชั่งน้ำหนักทุกวันสามารถลดส่วนเกินไปได้เฉลี่ย 12 ปอนด์ ตลอด 2 ปี เทียบกับการชั่งน้ำหนักเป็นรายสัปดาห์ที่ลดได้ 6 ปอนด์ เพราะตัวเลขบนตาชั่งจะช่วยให้คุณรู้ว่าควรจะทำอย่างไร หากน้ำหนักเริ่มขึ้นก็อาจถึงเวลาที่จะต้องหลีกเลี่ยงของหวาน วิธีที่ 2 ดูทีวีไม่เกิน 2 ชั่วโมงต่อวัน เพราะการนั่งติดขอบจอเป็นกิจกรรมที่ไม่ก่อให้เกิดการเผาผลาญแคลอรี และยังนั่งนิ่งเป็นเป้าของโฆษณาอาหารจังก์ฟู้ดที่ออนแอร์อยู่ตลอด โดยผู้ใหญ่ที่ดูทีวีเกิน 2 ชั่วโมงต่อวัน มีแนวโน้มจะเพิ่มแคลอรีจากการกินขนมขบเคี้ยว 7% เทียบกับผู้ที่ดูทีวีไม่ถึง 2 ชั่วโมง วิธีที่ 3 กินไฟเบอร์ทุกมื้อ เพราะอาหารที่มีไฟเบอร์สูงจะมีแคลอรีต่ำกว่าและไม่ทำให้โหย จากการศึกษาของมหาวิทยาลัยทัฟส์พบว่า ผู้หญิงที่กินไฟเบอร์ 13 กรัม ในแต่ละวัน หรือน้อยกว่านั้น มีโอกาสที่จะน้ำหนักเกินมากกว่าเมื่อเทียบกับ ผู้หญิงที่กินไฟเบอร์มากกว่า วิธีที่ 4 นอนหลับอย่างน้อย 7 ชั่วโมง เพราะผลศึกษาของมหาวิทยาลัยชิคาโกพบว่า คนที่นอนน้อยจะมีระดับฮอร์โมนที่ควบคุมการเจริญอาหารต่ำ ทำให้มีความเสี่ยงที่จะอ้วน โดยคนที่นอนหลับ 4 ชั่วโมง หรือน้อยกว่านั้น จะมีโอกาสอ้วนมากกว่าคนที่นอน 7 ชั่วโมง ถึง 234% วิธีที่ 5 ดื่มน้ำ 8 แก้วต่อวัน เพราะน้ำมีส่วนช่วยเร่งกระบวนการเผาผลาญเร็วขึ้น โดยไม่เพิ่มแคลอรีแก่ร่างกาย แต่นำแคลอรีไปใช้ วิธีสุดท้าย อย่าทำงานเกิน 8 ชั่วโมงต่อวัน มหาวิทยาลัยเฮลซิงกิพบว่า ผู้ที่มีน้ำหนักเพิ่มมักจะทำงานล่วงเวลา ซึ่งทำให้ไม่มีเวลากินอาหารและออกกำลังกาย รวมทั้งความเครียดก็ส่งผลต่อน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น

สูตรลดความอ้วน 7-20 กิโลฯ ภายใน13วันเท่านั้น

โครงการควบคุมอาหาร 13 วัน      จุดประสงค์ โครงการนี้ เพื่อปรับปรุงการเผาผลาญอาหารของร่างกายหลังจากครบ 13 วันแลัวจะรับประทานอาหารได้ตามปกติ น้ำหนักจะไม่ขึ้นเป็นเวลา 2 ปี ข้อสำคัญ      หากทำตามตารางนี้ อย่างเคร่งครัดจะลดน้ำหนักได้ ประมาณ 7 20 กิโลกรัม ปริมาณอาหารในช่วงควบคุมจะไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย แต่ท่านไม่ต้องกังวลว่าจะทำให้เสียสุขภาพ เพราะส่วนที่ขาดภายในร่างกายจะทำปฏิกิริยาการเผาผลาญไขมันที่สะสมไว้ตามร่างกายมาใช้เป็นพลังงานทดแทน ระยะเวลา 13 วันนี้ ห้ามดื่มเบียร์ ไวน์ สุรา ขนมหวาน หมากฝรั่ง ลูกอม หรืออาหารอื่นๆแม้เพียงเล็กน้อยการควบคุมอาหารครั้งนี้จะไม่บังเกิดผลใดๆเลย และถ้าจะเริ่มต้นใหม่ต้องทำกระทำหลังจาก 3เดือนไปแล้ว ขอแสดงความยินดีกับทุกท่านที่สามารถควบคุมได้ครบ 13 วัน ท่านจะเป็นผู้ที่มีรูปร่างสมส่วนตามที่ต้องการ และถ้าต้องการควบคุมอีกต้องหลังจาก 1 ปี ไปแล้ว แต่ถ้าเลย 2 ปีไปแล้วจะดีที่สุด ข้อแนะนำ หากคุณรู้สึกหิวนอกเหนือจากเวลาที่กำหนดให้ดื่มน้ำมากๆห้ามดื่มหรือทานอาหารอย่างอื่นแทน หมายเหตุ – ผักต้มถ้าใช้ผักขมไทยได้จะดี (ใช้ผักกาดขาวหรือกวางตุ้งแทนได้ ) – มะเขือเทศผลใหญ่ 1 ผล ถ้าผลเล็กใช้ 3ผล – เนื้อไก่อบ ใช้เนื้อสันหรือเนื้อหน้าอกไม่ติดหนัง 2 ขีด – ผักสลัดใช้ผักกาดหอม 1 ต้นเล็ก หอมใหญ่ 1 หัว แตงกวา 2 ลูกหั่นรวมได้ผัก 1 จาน – น้ำสลัดใส ใช้ 1 ถ้วย ( 3-4 ช้อนโต๊ะ หรือใช้น้ำสลัดน้ำข้นแทนก็ได้ ) – น้ำมะนาวใช้มะนาวสด 1-2 ผล ชงน้ำร้อนใส่เกลือ ใส่น้ำแข็งดื่มได้ – โยเกิร์ตถ้ามีรสจืดจะดีมาก ถ้าหาไม่ได้เลือกตามรสที่ชอบ – ผลไม้สด 1 ผล เช่น แอปเปิ้ล ชมพู่ มะม่วง ส้มเขียวหวาน กล้วย – ใช้ปลาช่อนแทนปลากระพงก็ได้ – น้ำเปล่าดื่มได้ทั้งวัน วันละ 2 3 ลิตร นอกเหนือจากรายการอาหารนี้ถ้าหิวให้ดื่มน้ำเปล่าแทนได้อย่างเดียว เอาชนะตัวเอง ถือว่าเป็นเลิศ ( เอาชนะความหิว หิวแล้วไม่ตาย ) สูตร 13 วัน ลด 13 กิโลกรัม วันที่ 1 อาหารเช้า – กาแฟดำ 1 ถ้วย (น้ำตาล 1ก้อน) อาหารเที่ยง – ไข่ต้มแข็ง 2 ฟอง ผักกาดต้ม 3ขีด มะเขือเทศ 1ผล อาหารเย็น – เนื้อไก่อบ 2 ขีด ผักสลัดน้ำใส น้ำมะนาว วันที่ 2 อาหารเช้า – กาแฟดำ 1 ถ้วย (น้ำตาล 1ก้อน) อาหารเที่ยง – เนื้อหมูอบ 2.5 ขีด โยโกิร์ต 1 ถ้วย อาหารเย็น – เนื้อไก่อบ 2 ขีด ผักสลัดน้ำใส น้ำมะนาว ผลไม้สด 1 ผล วันที่ 3 อาหารเช้า – กาแฟดำ 1 ถ้วย (น้ำตาล 1ก้อน) ขนมปังปิ้ง 1 แผ่น อาหารเที่ยง – ไข่ต้มแข็ง 2 ฟอง เนื้อหมูอบ 1 ขีด ผักสลัดน้ำใส น้ำมะนาว อาหารเย็น – คื่นไช่ต้มสุก 3 ขีด มะเขือเทศ 1ผล ผลไม้สด 1 ผล วันที่ 4 อาหารเช้า – กาแฟดำ 1 ถ้วย (น้ำตาล 1ก้อน) ขนมปังปิ้ง 1 แผ่น อาหารเที่ยง – น้ำส้มคั้น 1แก้ว โยโกิร์ต 1 ถ้วย อาหารเย็น – ไข่ต้มแข็ง 1 ฟอง แครอทสด 1 หัว นมรสจืด 1 กล่อง วันที่ 5 อาหารเช้า – แครอทสด 1 หัว ราดด้วยน้ำมะนาว ( ส้มตำ ) อาหารเที่ยง – เนื้อปลากะพงนึ่ง 2 ขีด อาหารเย็น – เนื้อไก่อบ 2 ขีด ผักสลัดน้ำใส วันที่ 6 อาหารเช้า – กาแฟดำ 1 ถ้วย (น้ำตาล 1ก้อน) ขนมปังปิ้ง 1 แผ่น อาหารเที่ยง – ไข่ต้มแข็ง 2 ฟอง แครอทสด 1 หัว อาหารเย็น – เนื้อไก่อบ 2 ขีด ผักสลัดน้ำใส น้ำมะนาว วันที่ 7 อาหารเช้า – ชา 1 ถ้วย ไม่ใส่น้ำตาล ขนมปังปิ้ง 1 แผ่น อาหารเที่ยง – น้ำเปล่าอย่างเดียว อาหารเย็น – เนื้อหมูอบ 2 ขีด ผลไม้สด 1 ผล วันที่ 8 อาหารเช้า – กาแฟดำ 1 ถ้วย (น้ำตาล 1ก้อน) อาหารเที่ยง – ไข่ต้มแข็ง 2 ฟอง ผักกาดต้ม 3 ขีด มะเขือเทศ 1ผล อาหารเย็น – เนื้อไก่อบ 2 ขีด ผักสลัดน้ำใส น้ำมะนาว วันที่ 9 อาหารเช้า – กาแฟดำ 1 ถ้วย (น้ำตาล 1ก้อน) อาหารเที่ยง –

10 เทคนิคลดน้ำหนักอย่างง่ายๆ และลดได้อย่างรวดเร็ว

1. รับประทานโปรตีนดีเป็นมื้อเช้า โดยการรับประทานโปรตีนดีเป็นมื้อเช้าทำให้ลดความอยากอาหารและการบริโภคแคลอรี่ต่อวัน 2. ลดเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลและน้ำผลไม้ นี่เป็นสิ่งที่ทำให้คุณอ้วนง่ายที่สุดที่คุณดื่มเข้าไป การงดเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลจะทำให้คุณลดน้ำหนักง่ายขึ้น 3. ดื่มน้ำครึ่งชั่วโมงก่อนรับประทานอาหาร มีงานวิจัยพบว่าการดื่มน้ำก่อนรับประทานอาหารครึ่งชั่วโมงจะเพิ่มโอกาสการลดน้ำหนักได้ถึง 44% ในเวลา 3 เดือน 4. เลือกอาหารสำหรับการลดน้ำหนักโดยเฉพาะ 5. บริโภคไฟเบอร์ที่ย่อยง่าย การศึกษาพบว่าไฟเบอร์ที่ย่อยง่ายจะสามารถช่วยลดไขมันได้ โดยเฉพาะไขมันสะสมที่หน้าท้อง ไฟเบอร์อย่างกลูโคแมนแนนเป็นต้น 6. ดื่มกาแฟหรือชา คาเฟอีนจะช่วยเพิ่มการเผาผลาญ 3-11% 7. เลือกอาหารออแกนิก ใช้อาหารเหล่านี้เป็นหลักในการรับประทานเพราะมีประโยชน์มากกว่าและจะช่วยเรื่องการลดน้ำหนัก 8. รับประทานอาหารช้าๆ คนที่รับประทานเร็วจะทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ การรับประทานช้าจะทำให้ฮอร์โมนอยากอาหารน้อยลง 9. ช่างน้ำหนักทุกวัน จากการศึกษาพบว่าคนที่ช่างน้ำหนักตัวเองทุกวันจะมีโอกาสลดน้ำหนักและน้ำหนักคงที่เป็นเวลานาน 10. นอนหลับให้เพียงพอทุกวัน การนอนหลับไม่เพียงพอจะส่งผลให้น้ำหนักมากขึ้น

ลดน้ำหนักแบบประหยัดภายในสองสัปดาห์

เรื่องที่เล่านี้เป็นประสบการณ์ลดน้ำหนักของจขกทด้วยตัวช่วยต่าง ๆ เหล่านี้ประกอบกัน เป็นเวลาประมาณ 3 เดือน ที่ไม่ต้องลงทุนอะไรมาก ไม่ฝืนใจ แถมยังมีความสุข ได้กินอะไรที่อยากกิน แต่ได้ผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจแบบไม่เคยเป็นมาก่อน จัดเต็มมื้อเช้า     ทุกอย่างที่อยากกิน เราไม่เกี่ยงปริมาณ และไม่สนใจว่าแคลอรี่จะมากแค่ไหน ทั้งหมดให้ใส่มันเข้าไปภายในมื้อเช้าถึงมื้อสายเท่านั้น ถ้าเลยไปแล้ว คงต้องเก็บความอยากไว้กินวันต่อไป จขกทมักจะกินไม่หยุดปากเป็นชั่วโมง ๆ หน้าคอม ติดกันหลายวัน จนทั้งวันหลังจากนั้น กินอะไรแทบไม่ลงนอกจากเครื่องดื่ม จำกัดตัวเลือกในการกิน     ข้อนี้อาจทำได้เฉพาะบางคน ต้องไม่กลัวที่จะสร้างความลำบากใจ หรือดูป่วยจิตในสายตาคนรอบข้าง เช่น จขกทเลิกกินหมู และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม (แม้จะเป็นชิ้นส่วนเล็ก ๆ ก้อตาม) มาได้ 5 ปีแล้ว เพราะเบื่อหมูมาตั้งแต่เด็ก ไม่มีความคิดอยากจะกลับไปกินอีกเลย เวลาไปกินอาหารนอกบ้านจะทำให้มีตัวเลือกน้อยลง ข้อดีมากมายคือไม่ต้องคิดมากว่าจะกินอะไรดี ถ้าอันไหนไม่มีหมู ก้อกินอันนั้น ข้อเสียก้ออาจจะเป็นตอนไปนั่งกินกับคนหมู่มากที่เค้าต้องลำบากสรรหาเมนูที่เรากินได้มาให้ แอลคาร์นิทีน ดีแท้ หรือยาหลอก     สำหรับคนที่ไม่เคยกินผลิตภัณฑ์ อาหารเสริมมาก่อนอย่างจขกท แอลคาร์นิทีน เป็นสิ่งเดียวที่น่าสนใจมากที่สุดในขณะนี้ เราจะไม่พูดถึงกลไกการช่วยลดน้ำหนักของมัน ว่าจะได้ผลจริงดังที่ใคร ๆ พูดถึงหรือไม่ ด้วยความที่ชอบออกกำลังกายอย่างบ้าคลั่งอยู่แล้ว มันอาจจะช่วยเร่งการเผาผลาญได้บ้าง หรือเป็นยาหลอก ก้อมีแต่ได้ทั้งนั้นถ้าคุณเป็นคนชอบออกกำลังกายเป็นทุนเดิม แต่กฏของจขกทคือ ถ้าวันไหนไม่ได้ไปออกกำลังกาย ก้อจะไม่กินแอลคาร์นิทีนให้เป็นการสิ้นเปลือง เรียกได้ว่าถ้าวันไหนได้กิน ก้อต้องออกแรงฮึดให้มากกว่าปกตินั่นเอง ส่วนใช้ตัวไหนนั้น จขกทเน้นแอลราคาถูก (แต่ต้องเป็นของแท้) ซื้อซองเล็ก ๆ จากเซเว่นแค่มาลองกินดู กินวันละ 1 เม็ด ถึงตอนนี้ยังกินไม่หมดซองเลย ออกกำลังกายอย่างหนัก     อย่างที่เจอมาจากตำราหลายเล่ม การออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 30 นาทีขึ้นไปจะช่วยดึงไขมันเก่า ๆ ในตัวออกไป ปกติจขกทเป็นคนชอบวิ่งอย่างต่อเนื่อง (ไม่มีหยุดเดิน) เป็นเวลา 30 นาทีขึ้นไปมาตั้งแต่สมัย ม ปลายแล้ว จากประสบการณ์ ถ้าออกกำลังกายช่วงเย็นไม่หนักพอ กลับยิ่งจะทำให้รู้สึกหิว แถมเจริญอาหารอีก วิ่งจ๊อกกิ้งมาหลายปีจนเบื่อ (รองเท้าสึกไวมาก ต้องวิ่งบนสนามยางหรือเครื่องวิ่งเท่านั้น) การเปลี่ยนรูปแบบบ้างก้อน่าจะถนอมเข่ากว่า เริ่มแรกเลยไปกรรเชียงบก และยกน้ำหนักที่ฟิตเนสฟรีแถวบ้าน พอไม่นานเครื่องก้อเจ๊ง ฟิตเนสก้อดันปิดไวอีก เลยปั่นจักรยานเสือภูเขาทางไกลแทน นอกจากจะได้ผ่อนคลายกับบรรยากาศข้างทางแล้วยังตื่นเต้นกับการดมควันรถ ดมควันไฟเผาป่า กินนมหรือโยเกิร์ตแทนอาหารมื้อเย็น     มื้อเย็นเป็นมื้อที่ไร้ความจำเป็นที่สุดสำหรับจขกท (ยกเว้นกินเพื่อเชื่อมไมตรีจิต) ถ้าออกกำลังกายแทบตาย แล้วต้องมากินอะไรหนัก ๆ อย่างพวกคาร์โบไฮเดรต ไขมัน อย่างนี้นอนแช่น้ำปลาดีกว่า ร่างกายยังต้องมาลำบากย่อยอาหารให้เราอีก แต่อาหารบางอย่างเป็นข้อยกเว้น เช่นอาหารที่มีกากใยสูง เนื้อปลา และมาม่าที่ไม่ใส่น้ำมัน เป็นต้น บางครั้งมื้อเที่ยงก้อไม่ต้องกิน เพราะการเคี้ยวอาจทำให้เมื่อยปาก อีกทั้งอาหารอาจไปติดซอกฟัน แล้วยังทำให้มีกลิ่นปากอีกด้วย ถึงอย่างไรถ้าจะต้องหิววันยังค่ำ จขกทจะซื้อนมกล่องมากิน ยิ่งช่วงนี้มีโปร ฯ จากเซเว่น ทั้งนมเปรี้ยว นมถั่วเหลือง นมวัวหวานชื่นใจ โยเกิร์ต บางทีต้องกินถึงสองกล่องต่อมื้อ ถ้าทำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ จะเริ่มชินเอง และรู้สึกสบายท้อง ถ้าเป็นไปได้ก้อกินนมเปรี้ยวตามหลังอาหารมื้อเที่ยง และมื้อเย็น รีบแปรงฟันก่อนนอน     หลังแปรงฟันก้อตั้งเป้าไว้ว่าจะไม่กินอะไรอีก ถ้าเป็นไปได้ควรใช้ยาสีฟันซู่ซ่าเหมือนกัดกร่อนเนื้อเยื่อปากเช่น ดาร์ลี่แอปเปิ้ล (จขกทเคยใช้แค่ครั้งเดียว รู้สึกมันจะแรงไป) คุณจะรู้สึกปากสะอาดจนไม่กล้ายัดอะไรเข้าไปอีก  

10 ท่าออกกำลังกาย ทำทุกวัน ผอมลงแน่ๆ!

ท่าที่ 1 วิ่งอยู่กับที่ การออกกำลังกายโดยวิ่งอยู่กับที่ดูจะง่ายที่สุดโดยไม่ต้องใช้พื้นที่หรืออุปกรณ์ใด ๆ แต่แนะนำให้ใส่รองเท้าวิ่งเพื่อไม่ให้ข้อเท้าได้รับบาดเจ็บ สำหรับการเผาผลาญแคลอรี่ก็ขึ้นอยู่กับเวลาที่วิ่งกับน้ำหนักตัวด้วย สำหรับสาว ๆ ที่น้ำหนักตัวน้อยกว่า อาจเผาผลาญไม่ได้มากเท่าคนที่ตัวใหญ่กว่าในเวลาพอ ๆ กัน ท่าที่ 2 ย่อเข่าเกร็งหน้าท้องและต้นขา ท่านี้ให้ยืนตรงแล้วก้าวเท้าไปข้างหน้าข้างหนึ่ง ค่อย ๆ ย่อตัวลงช้า ๆ หลังตรง จนเข่าข้างหนึ่งแตะพื้น ต้นขาของขาหน้าตั้งฉากกับพื้น นับ 1-10 แล้วค่อย ๆ เหยียดตัวขึ้น ทำสลับกันข้างละ 10 ครั้ง ท่านี้เผาผลาญไม่มากเท่ากับวิ่ง แต่ใช้ร่วมกันในการออกกำลังกายแต่ละครั้งก็จะดี ท่าที่ 3 ยึดพื้น ท่ายึดพื้นแบบที่เราเห็นในการฝึกทหาร อาจยากสักหน่อยสำหรับผู้หญิง แต่เป็นอีกท่าที่เผาผลาญได้ดีมาก ฝึกไว้ ได้ความแข็งแกร่งด้วย ท่าที่ 4 ท่าคลาน ยกขาไปข้างหลัง ท่านี้ให้ทำท่าเหมือนเวลาคลาน สองมือยึดพื้น หลังตรง ส่วนเข่า 2 ข้างกับพื้น แล้วเตะขายกสูงไปข้างหลังพยายามให้ขาตรง ทำข้างละ 10-20 ครั้ง ท่าที่ 5 กระโดดแล้วนั่งงอเข่า ให้ยืนตรง แล้วย่อเข่าแบบท่า Squat จากนั้นก็กระโดดยืดตัวด้วยปลายเท้า แล้วกลับสู่ทาง Squat เหมือนเดิม แล้วเริ่มใหม่ 20 ครั้ง ท่าที่ 6 ลุก-นั่ง เหยียดตัว แม้จะเผาผลาญไม่มากนักแต่ก็น่าลอง เพราะเป็นท่าง่าย ๆ ให้ยืนตัวตรง แล้วย่อตัวลงมานั่งยอง มือสองข้างวางกับพื้น ค่อย ๆ เหยียดขาและลำตัวไปข้างหลังให้ตรง แล้วกลับมาท่านั่งยองเหมือนเดิม ก่อนจะลุกขึ้นในท่าเริ่ม แล้วทำวนกลับมาแบบนี้ 20 ครั้ง ท่าที่ 7 นอนราบ ยกขา ท่านี้ง่ายและผ่อนคลาย ช่วยลดหน้าท้อง เอาเซลลูไลท์ออกไปทั้งต้นขาและหน้าท้อง ให้เริ่มด้วยการนอนราบ ค่อยๆ ยกขาทั้งสองข้างขึ้นช้า ๆ โดยให้ขาเหยียดตรง ให้ยกมาจนตั้งฉากกับพื้นแล้วค่อย ๆ เอาลง ทำแบบนี้ 20 ครั้ง ท่าที่ 8 แอ่นหลัง ท่านี้เป็นท่าที่นอกจากจะเผาผลาญได้ดีพอสมควรแล้ว ยังช่วยให้กล้ามเนื้อหลังแข็งแรง เริ่มด้วยการนอนคว่ำ เหยียดแขนไปข้างหลัง งอเข่าขึ้นมา แล้วจับข้อเท้าทั้งสองข้างเอาไว้ โดยให้รู้สึกตึงให้มากที่สุด ทำครั้งแรก ๆ ไม่ต้องนานมาก ค่อยๆทำ นับ 1-10 คลายตัวแล้วเริ่มใหม่ 10 ครั้ง ท่าที่ 9 นอนหงาย ยกลำตัว ให้นอนหงาย ชันเข่าขึ้น วางเท้ากับพื้น แล้วยกลำตัวขึ้น ประสานมือทั้งสองข้างที่ศีรษะด้านหลัง นับ 1-5 หันด้านข้างนับ 1-5 แล้ววางศีรษะกับพื้น เริ่มใหม่สลับกันทั้งสองข้าง ให้ได้ 20 ครั้ง ท่าที่ 10 ยืน ย่อเข่า เป็นอีกท่าที่เผาผลาญแคลอรี่ได้ดี และลดเซลลูไลท์ต้นขาได้มาก ให้ยืนหลังตรง กางขาประมาณความกว้างของไหล่ ยกแขนประสานมือสองข้างไว้หลังศีรษะ ค่อย ๆ ย่อตัวลงมาให้ต้นขาขนานกับพื้นนับ 1-10 แล้วค่อย ๆ ยืนขึ้น เริ่มใหม่ไปเรื่อย ๆ ให้ได้ 20 ครั้ง   ทั้งหมดนี้คือท่าออกกำลังกายที่ควรทำร่วมกันจะดีมาก เพราะนอกจากน้ำหนักจะลดแล้ว ยังได้กล้ามเนื้อและความแข็งแกร่ง เป็นวิธีลดน้ำหนักที่ไม่หักโหมจนเกินไป แล้วยังได้สุขภาพดี ๆ คืนมาอีกด้วยค่ะ

10 เทคนิค ลดน้ำหนักเร่งด่วน ใน 2 อาทิตย์ ไม่อันตราย ไม่โยโย่!

อยากผอมในเวลาไม่กี่วัน ใครว่าทำไม่ได้ ทำได้ค่ะสาวๆ แต่จะต้องทำอย่างถูกวิธี เพราะ การลดน้ำหนักอย่างถูกวิธี จะทำให้น้ำหนักเราไม่โยโย่ และไม่เสียสุขภาพค่ะ และวันนี้เราก็มีเทคนิค ลดน้ำหนักเร่งด่วน ลดน้ำหนักได้เร็ว ลดได้ภายใน 2 อาทิตย์มาฝากกันค่าา เป็นวิธีที่รับรองเลยว่า ไม่อันตราย และไม่ทำให้ระบบเผาผลาญพังแน่นอนค่า   1. เปลี่ยนพฤติกรรมการกินอาหารเช้า อาหารเช้าสำคัญก็จริง แต่ถ้าอยากลดน้ำหนักใช่ว่าเราจะกินอะไรก็ได้ค่ะ แนะนำว่าให้กินธัญพืช 1 ถ้วยคู่กับนมอัลมอนด์ หรือโยเกิร์ตกับผลไม้ประเภทเบอร์รี่ แทนที่จะเลือกกินข้าวเหนียวหมูปิ้งหรืออาหารไขมันสูง เพราะจะช่วยให้ย่อยง่ายขึ้น 2. มื้อกลางวันให้เน้นอาหารโปรตีนสูง สำหรับมื้อกลางวันแนะนำให้กินอาหารที่แคลอรีต่ำ แต่ให้โปรตีนสูงเป็นหลักค่ะ เช่น อกไก่ อาจจะกินคู่กับแตงกวาและมะเขือเทศ หรือจะเพิ่มไข่ต้ม 2 ฟอง และแครอทต้มอีกสักนิดก็ได้เช่นกัน อกไก่เป็นอาหารที่ไขมันน้อย แถมแคลอรีต่ำ อีกทั้งยังย่อยง่ายอีกด้วย ซึ่งเหมาะกับคนที่ต้องการลดน้ำหนักแบบสุดๆ 3. กินของว่าง 2 มื้อต่อวัน การกินของว่างระหว่างวันจะช่วยให้ระบบย่อยอาหารได้ทำงานอย่างเต็มที่ค่ะ แต่ของว่างที่ว่านี่ไม่ใช่ขนมขบเคี้ยวที่แคลอรีสูงนะคะสาวๆ ควรเน้นกินเป็นผลไม้ เช่น เบอร์รี่ทั้งหลาย หรือถ้าอยากหวาน อยากกินขนม ควรเลือกเป็นเจลาตินที่เป็นแบบ Sugar-Free, ธัญพืชอบกรอบ หรืออัลมอนด์ แทนค่ะ เพราะช่วยให้อิ่มอยู่ท้อง แถมไม่อ้วนด้วย! 4. กินอาหารเย็นที่มีแคลอรีต่ำ อาหารเย็นถือเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้อ้วนได้ง่ายๆ เลยค่ะ เพราะฉะนั้นควรเลือกกินอาหารเย็นที่มีแคลอรีต่ำ โดยปริมาณแคลอรีของอาหารมื้อเย็นควรน้อยที่สุดรองจากมื้อเช้า และมื้อกลางวัน คิดง่ายๆ คือ มื้อเช้าควรจะได้รับพลังงานประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ (ประมาณ 700 กิโลแคลอรี) มื้อเที่ยง 35 เปอร์เซ็นต์ (ประมาณ 600 กิโลแคลอรี) และมื้อเย็น 25 เปอร์เซ็นต์ (ประมาณ 500 หรือ 400 กิโลแคลอรี) และที่สำคัญควรกินมื้อเย็นก่อนเข้านอน 4-6 ชั่วโมงนะคะ 5. ลดการกินโซเดียมให้น้อยลง แม้ว่าเกลือและน้ำปลา หรือเครื่องปรุงทั้งหลายจะทำให้รสชาติอาหารอร่อยขึ้น แต่การกินโซเดียมมากเกินไป จะทำให้เราตัวบวมได้ง่ายๆ ! ฉะนั้นอาหารที่เราปรุงเองควรลดเกลือหรือโซเดียมให้น้อยลงค่ะ 6. กระโดดเชือกทุกวันวันละ 20 นาที กระโดดเชือก เป็นวิธีออกกำลังกายที่ลดน้ำหนักได้ดีสุดๆ ค่ะ เพราะการกระโดดเชือกเพียง 15 นาที เทียบเท่ากับการวิ่งออกกำลังกาย 30 นาทีเลยล่ะ! โดยการกระโดดเชือกในแต่ละวัน แนะนำให้กระโดดครั้งละ 10 นาที วันละ 2 ครั้ง 7. คาร์ดิโอวันละ 20 นาที นอกจากการกระโดดเชือกแล้ว การออกกำลังกายแบบคาร์ดิโออื่นๆ ยังช่วยเผาผลาญได้ดีเช่นกันค่ะ ไม่ว่าจะเป็นการวิ่งบนลู่วิ่ง หรือวิ่งบนถนน ทั้งนี้แนะนำให้วิ่งวันละ 20 นาทีค่ะ โดยการวิ่งจะช่วยเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจ ทำให้ระบบไหลเวียนเลือดมีการสูฉีด ร่างกายเกิดการเผาผลาญ เปลี่ยนน้ำตาลไปเป็นไขมัน และช่วยลดการสะสมไขมันในส่วนอื่นได้เป็นอย่างดี! 8. ดื่มน้ำมะนาวทุกเช้า นอกจากอาหารแล้ว น้ำก็เป็นเรื่องสำคัญที่ทำให้การลดน้ำหนักมีประสิทธิภาพมากขึ้นค่ะ โดยแนะนำว่า ให้ดื่มน้ำอุ่นโดยใส่มะนาวฝานลงไปด้วยในตอนเช้าของทุกวัน การดื่มน้ำมะนาวแบบนี้ทุกเช้า จะช่วยดีท็อกซ์และเผาผลาญไขมันได้ดีขึ้น! 9. หันมาฝึกโยคะเป็นประจำ โยคะไม่เพียงช่วยคลายกล้ามเนื้อ คลายอาการปวดเมื่อยเท่านั้นค่ะสาวๆ แต่โยคะยังช่วยกระชับกล้ามเนื้อไม่ว่าจะเป็นหน้าท้อง ต้นขา หรือแขนได้ดีอีกด้วย แถมโยคะบางท่ายังสามารถช่วยกระตุ้นระบบขับถ่าย ทำให้เราขับถ่ายได้เป็นปกติขึ้นอีกด้วยล่ะค่า 10. นอนให้ครบ 8 ชั่วโมง เป็นวิธีง่ายๆ แต่ได้ผลจริงๆ ค่ะ เพราะการอดนอนจะทำให้ฮอร์โมนในร่างกายเกิดการเปลี่ยนแปลง ซึ่งนั่นส่งผลให้เราอ้วนขึ้นได้! โดยการนอนอย่างน้อย 8 ชั่วโมงต่อวันจะช่วยควบคุมระดับน้ำตาลและควบคุมการสะสมไขมัน ส่งผลให้การลดน้ำหนักมีประสิทธิภาพมากขึ้นนั่นเอง!  

ลดความอ้วนยังไงไม่ให้ท้อ

สำหรับคนที่ตัดสินใจได้แล้วว่า “ถึงเวลาแล้วที่ตัวฉันจะต้องเปลี่ยนแปลงเป็นคนใหม่เสียที” ว่าแล้วคุณก็เริ่มต้นหาวิธีการลดความอ้วนในแบบต่างๆ บางคนอาจจะควบคุมอาหารเพียงอย่างเดียวเพราะไม่มีเวลาออกกำลังกาย บางคนอาจจะทำทั้งสองอย่างควบคู่กันไปเพราะเล็งเห็นแล้วว่าวิธีนี้เป็นวิธีที่ถูกต้องที่จะทำให้เราผอมได้อย่างมีสุขภาพดีจริงๆ ขณะที่บางคนอาจจะหลงผิดไปนิดหน่อย ยังไม่เข้าใจว่าการลดความอ้วนอย่างถูกวิธีเป็นอย่างไร จึงหันหน้าไปพึ่งพายาลดความอ้วนซึ่งในความเป็นจริงๆแล้วมันไม่ได้ช่วยให้เราผอมไปได้ตลอดตราบที่เรายังไม่เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นวิธีไหนอย่างน้อยคุณก็ควรชื่นชมตัวเองที่กล้าเปลี่ยนเพื่อสิ่งที่ดีกว่า อย่างที่เราเคยบอกไปค่ะว่าการเป็นคนอ้วนนั้นไม่ใช่เรื่องผิดเรื่องประหลาดหรือเรื่องเสียหายแต่อย่างใด แต่คงดีกว่าใช่ไหมคะถ้าคุณมีสุขภาพที่ดีด้วย เช่นหากคุณเป็นคนหน้าตาดีมีความสามารถอยู่แล้วและยังเป็นคนหุ่นดีอีกก็จะยิ่งทำให้คุณกลายเป็นคนที่เพอร์เฟ็กต์เข้าไปใหญ่  แต่พอเริ่มลงมือเข้าจริงๆ ปัญหาที่คนอ้วนทุกคนต้องประสบพบเจออย่างแน่นอนก็คือความท้อแท้ความเหนื่อยหน่ายกับกิจวัตรของคนกำลังจะผอม เพราะทุกอย่างต้องอยู่ในความควบคุมตลอดทั้งการกินการนอน แถมยังเพิ่มการออกกำลังกายที่ปกติไม่ค่อยหรือไม่เคยจะทำเลยอีกด้วย บางคนอาจจะลดไปได้สักสิบโลแล้วค่อยท้อ แต่บางคนอาจจะท้อเสียตั้งแต่เริ่มได้ไม่กี่วัน ว่าแล้วก็กลับไปสู่วงโคจรเดิมคือกลับไปเป็นคนอ้วนเหมือนเดิมซะดื้อๆ  1. ถามตัวเองดูว่า”อยากกลับไปอ้วนอีกใช่ไหม”หรือ”ยอมแพ้แล้วหรือ”   หลังจากที่ตัวเราลดความอ้วนมาสักพักจนเริ่มผอม(นิดๆ) เราก็จะเริ่มเบื่อค่ะ เบื่อกับการที่ตัวเองไม่สามารถทานอาหารโปรดหรือขนมหวานอย่างที่ชอบได้ ตอนเย็นก็ต้องไปวิ่งออกกำลังกายทุกวัน (มันเหนื่อยจริงๆนะ) จนบางครั้งเราอาจจะเผลอหลุดไปทานของต้องห้ามทั้งหลาย ซึ่งถ้าหากคุณไม่สามารถควบคุมตัวเองได้คุณก็จะพ่ายแพ้ให้กับรสชาติอันหอมหวานเหล่านั้นในทันที เพราะฉะนั้นต้องเตือนสติตัวเองด้วยการถามตัวเองทุกวันว่า “วันนี้ฉันดูดีกว่าเมื่อก่อนแล้วนะ จะยอมแพ้แล้วกลับไปอ้วนเหมือนเดิมอีกหรือไง!? นั่นเท่ากับว่าสิ่งที่เราทำมาทั้งหมดมันสูญเปล่าเชียวนะ!”    คุณต้องสร้างความหวาดกลัวที่จะกลับไปอ้วนใหม่ค่ะ คุณจะได้ไม่กล้านอกลู่นอกทางอีกจนกว่าจะบรรลุเป้าหมาย เชื่อเถอะค่ะว่าคุณน่ะใจแข็งพอที่จะไม่ยอมให้ความอ้วนเหล่านั้นมาทำร้ายคุณอีกต่อไป ตำนานของไทย 2. อย่ารีบร้อนที่จะลด มันไม่ดีต่อสุขภาพเลยนะ กว่าจะอ้วนขนาดนี้ตั้งกี่ปี!   ย้ำตัวเองอยู่เสมอค่ะว่าการลดน้ำหนักที่ถูกต้องเพื่อให้ร่างกายสามารถปรับตัวได้ทันนั้นคือที่ 0.5-1 กิโลกรัมต่อสัปดาห์เท่านั้นเอง แม้ในช่วงแรกของการลดน้ำหนักคุณอาจทำสถิติที่ดีกว่านั้นมาก (บางคนอาจลดได้วันละ 1 กิโลกรัมเลยทีเดียวนะ) นั่นเป็นเพราะสิ่งที่หายไปไม่ใช่ไขมันค่ะ อาจเป็นกล้ามเนื้อหรือน้ำในร่างกายก็ได้ พอคุณลดน้ำหนักไปสักพักน้ำหนักคุณอาจจะเริ่มคงที่ ยิ่งถ้าคุณไม่เข้าใจว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้นคุณก็จะเกิดความเครียดค่ะ (เราเคยเป็นมาแล้ว 555)   ให้ลองปรับเปลี่ยนวิธีลดความอ้วนใหม่ค่ะ ลองลดอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรตลงและออกกำลังกายให้มากขึ้น แต่ถ้าใครที่ทำสิ่งเหล่านี้เคร่งครัดอยู่แล้วแต่น้ำหนักก็ยังคงที่ นั่นแสดงว่าคุณกำลังพบเจอกับภาวะหนึ่งของการลดน้ำหนักค่ะ ซึ่งเดี๋ยวจะเอามาเล่าให้ฟังในภายหลัง 3. อย่าเผลอกิน ไม่ลดไม่ว่าแต่อย่าให้น้ำหนักขึ้นเชียวนะ   การตัดอาหารของโปรดไปจากชีวิตนั้นเป็นเรื่องที่ทำใจได้ลำบากมากค่ะ บอกตรงๆเลยนะคะว่าครัวซองต์หอมนุ่มกับพิซซ่าชีสเยิ้มเนี่ยของโปรดเราเลย หรือไม่ก็ขนมปังใดๆก็ตามที่มีชีสกลิ่นหอมๆร้อนๆเนี่ยเราชอบทานมากค่ะ ซื้อมาทีไรเป็นอันต้องกินเรียบทุกทีไม่ว่าจะเยอะแค่ไหน (เคยนั่งกินพิซซ่าคนเดียวเป็นถาดๆด้วยนะ!) ดังนั้นมันจึงเป็นเรื่องยากมากกก… สำหรับคนติดกินอย่างเรา ซึ่งถ้าเผลอกินจนน้ำหนักขึ้นเมื่อไหร่แน่นอนค่ะว่าเราต้องเกิดความท้อแบบสุดๆ เพราะกว่าจะลงแต่ละขีดเนี่ยเลือดตาแทบกระเด็น แต่เวลาขึ้นทีนึงมันมาเป็นกิโลๆ จริงไหม!?   ดังนั้นแม้จะโหยหวนเอ้ย! หอมหวน เพียงใดเมื่ออาหารอันโอชะมาตั้งตรงหน้า ก็ต้องบอกตัวเองไว้ค่ะว่ากินไม่ได้นะ จะได้ไม่ต้องมานั่งเสียใจทีหลังตอนน้ำหนักขึ้นไปแล้ว ย้ำไว้ค่ะว่าไม่กินก็ไม่อ้วน หรือไม่ก็ลองอ่านบทความนี้ดูค่ะ“อยากลดความอ้วนแต่หยุดกินไม่ได้ แก้อย่างไร?” จำไว้นะคะว่าอย่าปล่อยให้อาหารมันมาทำร้ายเรา! 4. สถิติที่บันทึกไว้เนี่ยแหละ ตัวสร้างแรงบันดาลใจชั้นเยี่ยม!   การที่เราผอมลงหรือไม่ผอมลงนั้นเราไม่จำเป็นต้องมโนหรือสร้างภาพเอาเองจากหน้ากระจกหรือรอให้คนอื่นมาบอกค่ะ สิ่งจำเป็นสำหรับทุกคนที่กำลังลดความอ้วนนอกจากการควบคุมดูแลตัวเองแล้วก็คือการจดบันทึกสถิติการลดน้ำหนักอย่างสม่ำเสมอด้วย มีคนเคยบอกนะคะว่าคุณไม่จำเป็นต้องชั่งน้ำหนักทุกวันแค่สัปดาห์ละครั้งก็เพียงพอแล้ว (แต่เราชั่งทุกวันนะ วันละหลายๆเวลาอีกต่างหาก ) ดังนั้นถ้าอยากรู้ว่าผอมหรือไม่ผอมก็ควรมีเครื่องชั่งน้ำหนักติดตัวไว้ค่ะ (ถ้าเป็นแบบหน้าปัดดิจิตอลมีจุดทศนิยม 1 ตำแหน่งยิ่งดีเลย เราแนะนำให้ใช้แบบนี้นะคะจะได้ไม่ต้องมานั่งกะเอาเอง ดูปุ๊บรู้ปั๊บว่าลดไปกี่ขีดแล้ว)   ของคู่กายอีกอย่างหนึ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือสายวัดตัวค่ะ เพราะบางคนน้ำหนักไม่ลดสักทีแต่ไม่รู้เลยว่าจริงๆแล้วร่างกายคุณนั้นดูกระชับกว่าเมื่อก่อนเป็นไหนๆ บางคนน้ำหนักลดแต่ไขมันไม่ลดยังไงก็อ้วนค่ะ ขณะที่บางคนทั้งเนื้อทั้งตัวมีแต่กล้ามแต่น้ำหนักนั้นไม่ได้ลดหายไปเลย เราต้องเข้าใจนะคะว่าน้ำหนักลดแล้วแต่ยังมีไขมันนเต็มไปหมดกับน้ำหนักลดและเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อเนี่ยมันดูดีต่างกันมากค่ะ ดังนั้นการจดบันทึกสถิติเป็นประจำด้วยไอเทมทั้งสองนี้ถือเป็นการสร้างความมุ่งมั่นอย่างดีให้เรามีกำลังใจลดน้ำหนักต่อไปโดยไม่ท้อถอยค่ะ สุดท้าย ไม่มีใครจะช่วยคุณได้(จริงๆนะ)ถ้าคุณไม่ช่วยตัวคุณเอง ของอย่างนี้มันอยู่ที่กำลังใจล้วนๆ! ต่อให้ยาลดความอ้วนนั้นมันจะวิเศษวิโสเท่าไหร่ก็ตาม หากคุณยังกินเท่าๆเดิมอยู่ยังไงซะสักวันหนึ่งก็ต้องกลับไปอ้วนแน่นอนค่ะ เชื่อเราเถอะนะคะว่าลดความอ้วนน่ะ คุณเองก็ทำได้

ลดน้ำหนักหลังคลอด วิธีคืนหุ่นสวยของคุณแม่

หนึ่งปัญหาที่คุณแม่ทุกคนต้องพบเจอหลังจากการคลอดลูกน้อยแล้ว คือน้ำหนักส่วนเกินที่เพิ่มขึ้นในระหว่างตั้งครรภ์ จนต้องมองหาวิธีลดน้ำหนักอย่างเร่งด่วน แต่การลดน้ำหนักหลังคลอดนั้นจำเป็นต้องลดอย่างถูกวิธี เพราะหากลดไม่ถูกวิธีอาจส่งผลต่อการให้นมบุตรและการเจริญเติบโตของลูกน้อยได้ โดยปกติแล้วเมื่อผู้หญิงเข้าสู่ภาวะตั้งครรภ์แล้ว น้ำหนักตัวควรจะเพิ่มขึ้นประมาณ 12-16 กิโลกรัม ขึ้นอยู่กับน้ำหนักตัวก่อนตั้งครรภ์ และแพทย์มักไม่แนะนำให้คุณแม่ลดน้ำหนักทันทีหลังคลอด แต่ควรปล่อยให้ร่างกายฟื้นตัวกลับเข้าสู่สภาวะปกติ และหลังได้รับการตรวจร่างกายหลังคลอด ซึ่งจะกินเวลาประมาณ 6-8 สัปดาห์ จากนั้นจึงค่อยวางแผนในการลดน้ำหนักที่เหมาะสมต่อไป ทั้งนี้ถ้าคุณแม่มีน้ำหนักอยู่ในเกณฑ์ปกติตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์ หากดูแลอาหารให้เหมาะสมและออกกำลังกายอย่างพอเหมาะก็จะสามารถลดน้ำหนักได้เร็ว แต่ถ้าคุณแม่มีน้ำหนักตัวเกินกว่าเกณฑ์ก่อนอยู่แล้วหรือในระหว่างตั้งครรภ์น้ำหนักขึ้นมากกว่าที่แพทย์แนะนำ ก็อาจใช้เวลานานกว่าโดยทั่วไป และอาจยิ่งนานขึ้นหากคุณแม่ไม่ควบคุมอาหารหรือออกกำลังกายมากพอ ลดน้ำหนักหลังคลอดส่งผลดีอย่างไร ? การลดน้ำหนักหลังจากคลอดบุตรไม่เพียงแต่ช่วยให้รูปร่างที่เปลี่ยนแปลงไปในช่วงตั้งครรภ์กลับมาใกล้เคียงกับตอนก่อนตั้งครรภ์เท่านั้น แต่ยังถือเป็นเรื่องจำเป็นอย่างมากสำหรับคุณแม่ด้วย เพราะหากน้ำหนักเกินมากในช่วงหลังคลอด ก็อาจส่งผลให้คุณแม่มีน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วนในอนาคตได้ ตำนานเรื่องเล่า ข้อควรคำนึงในการลดน้ำหนักของคุณแม่หลังคลอด การลดน้ำหนักหลังคลอดนั้นมีข้อจำกัดหลายด้าน เนื่องจากในขณะที่คุณแม่ลดน้ำหนักก็อยู่ในระหว่างการให้นมบุตรด้วยเช่นกัน การลดน้ำหนักอย่างรวดเร็วด้วยวิธีที่ผิด เช่น การจำกัดปริมาณแคลอรีหรือเลือกรับประทานอาหารมากเกินไป ก็อาจส่งผลให้คุณแม่เกิดอาการอ่อนเพลียจนดูแลลูกน้อยไม่ไหว นอกจากนี้ สำหรับคุณแม่ที่เพิ่งคลอดบุตร การรับประทานอาหารที่มีแคลอรีต่ำอาจช่วยลดน้ำหนักได้เร็ว แต่ก็อาจเป็นสาเหตุให้ร่างกายสูญเสียพลังงานและสูญเสียมวลกล้ามเนื้ออีกด้วย และยิ่งทำให้การลดน้ำหนักเป็นไปได้ยากยิ่งขึ้น อีกทั้งหากอยู่ในช่วงให้นมบุตร การลดน้ำหนักโดยการจำกัดแคลอรีก็ยังอาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพของน้ำนมที่ให้ทารกอีกด้วย ทั้งนี้ คุณแม่อาจรู้สึกว่าน้ำหนักลดลงช้ากว่าคุณแม่คนอื่นที่ไม่ได้ให้นมบุตร ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ผิดปกติ เพราะตามธรรมชาติแล้ว เมื่อคลอดบุตรแล้วร่างกายก็ยังคงทำหน้าที่เก็บสะสมสารอาหารไว้เพื่อผลิตน้ำนมให้ทารก ทำให้คุณแม่ยังอาจมีน้ำหนักเกินต่อไปอีกระยะหนึ่งได้ และจะค่อย ๆ ลดลงเมื่อเริ่มให้นมบุตรน้อยลง ลดน้ำหนักหลังคลอดให้ได้ผล และถูกวิธีต้องทำอย่างไร ? การลดน้ำหนักหลังคลอดแตกต่างจากการลดน้ำหนักในช่วงเวลาปกติ เพราะการลดน้ำหนักหลังคลอด จะต้องคำนึงถึงสารอาหารที่ร่างกายต้องได้รับเพื่อผลิตน้ำนม รวมถึงอาหารที่รับประทานจะต้องให้พลังงานสูงมากพอที่จะช่วยให้คุณแม่สามารถมีเรี่ยวแรงในการดูแลลูกน้อยไปได้ตลอดทั้งวันโดยไม่อ่อนเพลียไปเสียก่อน ทั้งนี้ ก่อนเริ่มลดน้ำหนัก คุณแม่จะต้องทำความเข้าใจก่อนว่าอาจเป็นไปได้ยากที่จะกลับมามีรูปร่างเหมือนเดิม เพราะในบางราย การตั้งครรภ์อาจส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของรูปร่างอย่างถาวร เช่น มีหน้าท้องที่ใหญ่ขึ้น สะโพกขยายออก และมีรอบเอวที่หนาขึ้น ซึ่งจะทำให้การลดหุ่นเป็นไปได้ยากขึ้น อย่างไรก็ตาม น้ำหนักของคุณแม่สามารถลดลงจนใกล้เคียงช่วงก่อนคลอด หรือตามที่ตั้งเป้าหมายไว้เมื่อลูกน้อยอายุประมาณ 6 เดือน และบางคนอาจนานถึง 1 ปี วิธีเหล่านี้จะสามารถช่วยให้คุณแม่ลดน้ำหนักหลังคลอดได้สำเร็จและถึงเป้าหมายได้เร็วขึ้น ตั้งเป้าหมายที่เป็นไปได้ โดยปกติแล้วน้ำหนักของคุณแม่จะลดลงหลังคลอดทันทีประมาณ 4.5 กิโลกรัม โดยน้ำหนักที่ลดลงจะเป็นส่วนของน้ำหนักตัวเด็ก รก และน้ำคร่ำ และน้ำหนักจะลดลงอีกในช่วงสัปดาห์แรกหลังคลอดบุตร เนื่องจากร่างกายขับน้ำที่เคยสะสมออกไป อีกทั้งการลดน้ำหนักหลังคลอดที่เหมาะสมก็ควรจะลดเพียงสัปดาห์ละประมาณ 0.5 กิโลกรัมเท่านั้น ดังนั้นจึงควรตั้งเป้าหมายที่เป็นไปได้โดยไม่หักโหมและไม่ทำให้ร่างกายเกิดความเปลี่ยนแปลงเร็วจนเกินไป เพราะอาจส่งผลเสียตามมาในภายหลัง ห้ามอดอาหาร การอดอาหารเป็นการลดน้ำหนักที่ไม่ถูกต้อง เพราะจะยิ่งทำให้คุณแม่เกิดความเครียด ไม่มีแรงในการดูแลลูกน้อย และยิ่งอาจทำให้รับประทานอาหารเยอะขึ้นในมื้อต่อมาโดยไม่รู้ตัว ซึ่งจะยิ่งทำให้การลดน้ำหนักเป็นไปได้ยาก อันจะส่งผลให้น้ำหนักขึ้นจนควบคุมแทบไม่ได้อีกด้วย รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ คุณแม่ที่เพิ่งคลอดบุตรควรรับประทานอาหารที่มีสารอาหารครบถ้วน และมีประโยชน์ต่อทั้งแม่และเด็ก โดยควรหันมารับประทานอาหารจำพวกธัญพืช ผัก ผลไม้ อาหารที่มีไขมันไม่อิ่มตัว ซึ่งอาหารเหล่านี้จะให้พลังงานที่เพียงพอและช่วยให้อิ่มได้นานขึ้น ทั้งนี้ควรรับประทานแต่พออิ่ม เพื่อไม่ให้หิวจนต้องรับประทานจุบจิบ ดื่มน้ำให้เพียงพอ การดื่มน้ำอย่างเพียงพอไม่เพียงแต่ป้องกันการขาดน้ำ แต่ยังช่วยเร่งกระบวนการเผาผลาญได้อีกด้วย โดยปริมาณน้ำที่เพียงพอต่อร่างกายในแต่ละวันของคนเราจะไม่เท่ากัน ดังนั้นจึงควรใช้สีของปัสสาวะและความถี่ในการเข้าห้องน้ำมาเป็นตัววัด หากคุณแม่ดื่มน้ำเพียงพอ ปัสสาวะจะมีลักษณะใส และจะเข้าห้องอย่างน้อยทุก ๆ 3-4 ชั่วโมง ซึ่งปริมาณน้ำที่คนส่วนใหญ่ควรได้รับจะอยู่ที่ 8 แก้วต่อวัน ออกกำลังกายเป็นประจำ การออกกำลังกายอย่างพอเหมาะเป็นประจำจะช่วยให้คุณแม่ลดน้ำหนักได้เร็วขึ้น ซึ่งในกรณีที่คุณแม่คลอดเองตามธรรมชาติก็สามารถเริ่มออกกำลังกายได้ทันทีเมื่อพร้อม แต่ถ้าใช้วิธีการผ่าคลอดอาจเริ่มออกกำลังกายเบา ๆ ได้ตั้งแต่ช่วง 4-6 สัปดาห์หลังคลอด แต่หากคุณแม่คลอดบุตรด้วยวิธีผ่าคลอดควรปรึกษาแพทย์ก่อนเพื่อหาวิธีออกกำลังกายที่เหมาะสม โดยในการออกกำลังกาย สิ่งควรคำนึงได้แก่ สวมใส่เสื้อผ้าที่สบาย คุณแม่ควรเลือกสวมใส่เสื้อผ้าสำหรับออกกำลังกายที่สบาย ไม่รัดแน่นมากเกินไป นอกจากนี้หากคุณแม่อยู่ในช่วงให้นมบุตรควรให้นมบุตรก่อนแล้วค่อยออกกำลังกายจะช่วยให้ออกกำลังกายได้สบายมากขึ้น เริ่มต้นช้า ๆ การออกกำลังกายควรเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยเริ่มออกกำลังกายเบา ๆ ที่กล้ามเนื้อมัดใหญ่ในร่างกายก่อน เมื่อเริ่มคุ้นชินแล้วจึงค่อย ๆ เพิ่มความเข้มข้นในการออกกำลังกายขึ้น เป็นการเดินหรือขี่จักรยาน เป็นต้น ออกกำลังกายพร้อมกับลูกน้อย หากคุณแม่ไม่สามารถหาเวลาออกกำลังกายจริงจัง ก็สามารถออกกำลังกายไปพร้อม ๆ กับการดูแลลูกน้อยได้ ด้วยการอุ้มเดิน หรือใส่ในรถเข็นแล้วเข็นเดิน หรือจะนำลูกน้อยวางไว้ข้างตัวขณะออกกำลังกายยืดกล้ามเนื้อก็ได้ ออกกำลังกายร่วมกับคุณแม่คนอื่น ๆ หากคุณแม่คนไหนยังไม่มีแรงจูงใจ ก็ควรหันมาออกกำลังกายกับกลุ่มคุณแม่ด้วยกัน วิธีนี้อาจช่วยให้การออกกำลังกายเห็นผลชัดเจนมากขึ้น นอนหลับให้เพียงพอ คุณแม่มือใหม่อาจพักผ่อนไม่เพียงพอ แต่การนอนหลับอย่างน้อยวันละ 7 ชั่วโมงจะช่วยในการลดน้ำหนักได้ดี เพราะหากนอนหลับไม่เพียงพอจะทำให้ระดับฮอร์โมนความเครียดเพิ่มขึ้นและเป็นปัจจัยให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นได้ง่าย ฉะนั้นหากมีโอกาสในการงีบหลับควรงีบหลับให้ได้บ่อยที่สุด จะช่วยให้ร่างกายพักผ่อนเพียงพอ โดยควรทำแบบนี้ไปจนกว่าลูกน้อยจะสามารถนอนหลับได้สนิทตลอดทั้งคืน ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีความเชื่อว่าการให้นมบุตรจะช่วยให้น้ำหนักลดเร็วขึ้น แต่จะต้องทำควบคู่ไปกับการปรับเปลี่ยนการรับประทานอาหารและออกกำลังกาย จึงจะช่วยให้น้ำหนักและรูปร่างกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้ และหากคุณแม่คนไหนที่ไม่มั่นใจว่าสามารถลดน้ำหนักได้ด้วยตนเอง ก็ควรปรึกษาแพทย์และนักโภชนาการเพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญช่วยในการวางแผนลดน้ำหนัก เพื่อให้การลดน้ำหนักเป็นไปอย่างถูกต้องและเหมาะสม

วิธีลดน้ำหนักสำหรับผู้เริ่มต้น

สำหรับมือใหม่แล้วก็ การลดน้ำหนักด้วยเทคนิคต่างๆนานา อาจเป็นเรื่องยุ่งยาก โหดร้าย ทำลายความรู้สึก เพราะยังคงติดการใช้ชีวิตแบบเดิมๆอยู่ เราจึงได้รวบรวมเทคนิคขั้นพื้นฐานของการลดน้ำหนักสำหรับผู้เริ่มต้นลดน้ำหนักมาให้ใช้กันค่ะ เมื่อรู้แล้วว่าอ้วน เสื้อผ้าคับ เดินไม่สบาย หอบง่าย หายใจไม่ทั่วท้อง หน้าบาน แก้มห้อย เพื่อนแซว แฟนทิ้ง แม่บ่น ต่างๆนานาที่เป็นสัญญาณเตือนว่าเราอ้วนจนเกินจะเยียวยา เพราะสุขภาพเริ่มแย่ทำอะไรๆก็ไม่สะดวก ก่อนจะเริ่มวิธีการต่างๆนั้นเราควรเริ่มที่การตั้งใจมุ่งมั่นอย่างจริงจังเสียก่อน ทำความเข้าใจก่อนว่าการจะลดนั้นต้องอาศัยเวลา ความเข้าใจ ไม่ใช่แค่ความอดทนเพียงอย่างเดียว เมื่อมุ่งมั่นแล้วจงทำให้สุดความสามารถแล้วเริ่มปฏิบัติดังนี้ คำนวน ชั่งน้ำหนัก วัดสัดส่วน และ จดบันทึก ก่อนอื่นเราเราต้องรู้ตัวก่อนว่าเราอ้วนแค่ไหน โดยการชั่งน้ำหนัก หรือ วัดรอบเอว ขนาดรอบเอว(ระดับสะดือ)โดยค่าจะต้องไม่เกิน ส่วนสูงของเรา หารด้วย 2 ถ้าเกินนั้นหมายถึงคุณอ้วนลงพุงแล้ว หรือจะดูจากว่าเราเป็นเพศอะไร มีกิจกรรมการทำงานอย่างไร ต้องใช้พลังงานต่อวันเท่าไหร่ โดยมากค่าเฉลี่ยของชายจะใช้พลังงานอยู่ที่ไม่เกิน 2000 kcal ต่อวัน และผู้หญิงจะใช้ไม่เกิน 1600kcal ต่อวัน และผู้ใช้แรงงานอยู่ที่ 2400 kcal ต่อวัน หรือวัดสัดส่วนของร่างกายที่ตำแหน่ง รอบอก รอบเอว รอบสะโพก รอบต้นแขน และ รอบต้นขา จดบันทึก รายละเอียดต่างๆตอนเริ่มต้นไว้ ตัดอาหารที่ไม่จำเป็นกับเราเสียก่อน อาหารที่จำเป็นกับเราคืออาหารหลักที่จำเป็นต่อการดำรงค์ชีวิต สมัยโบราณแต่เก่าก่อน เราทานข้าวทานอาหารกันเป็นมื้อๆ ไม่มีของว่างจุบจิบระหว่างมื้อ แต่ในปัจจุบันคนมักทานเพื่อความบันเทิงกันมาก มากเกินกว่าที่ร่างกายต้องการจึงทำให้คนมีภาวะโรคอ้วนเฉลี่ยสูงขึ้นทุกๆปี จึงแนะนำให้ตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออกเสียก่อน เช่น ของว่างระหว่างวัน เครื่องดื่ม ของขบเคี้ยวจุบจิบ ของหวานล้างปาก ของกินฆ่าเวลา เพราะความจริงแล้วเมื่อเราตัดหรือลดมื้อย่อยๆเหล่านี้ได้ เราอาจสามารถลดพลังงานที่เหลือใช้ลงได้ถึงวันนึงอย่างน้อย 400 – 500 kcal เลยทีเดียว หลีกเลี่ยง ของทอด ของหวาน ของมัน ของเค็ม เมื่อเราตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออกได้ซักระยะนึงจนรู้สึกมั่นใจกับการลดน้ำหนักได้แล้ว จึงเริ่มสังเกตุและปรับแก้ที่อาหารหลัก ตรวจเช็คอาหารหลักของเราว่าปรุงด้วยวิธีใด พยายามหลีกเลี่ยงอาหารที่ปรุงด้วยการทอด ผัดน้ำมันเยอะ หรืออาหารอบที่ใช้ นม เนย สูงๆ หันมารับประทานอาหารที่ปรุงด้วยการ ต้ม นึ่ง เผา ย่าง และตรวจเช็คว่า สิ่งเราทานนั้นมีรสจัดเกินไปหรือไม่ เพราะอาหารรสจัด ก็มีผลกับน้ำหนักตัวเช่นกัน โดย ลดปริมาณความหวานจากน้ำตาล และ ความเค็มจากซอสต่างๆลง ออกแรง ออกกำลังกาย ขยับตัวให้มาก อย่าเข้าใจผิดว่าการออกกำลังกายนั้นจำเป็นจะต้องไปออกที่สนาม ออกไปวิ่ง ไปฟิตเนสเพียงอย่างเดียว แต่การออกกำลังกายนั้นสามารถทำได้ ทุกที่ทุกเวลา เพียงเราใช้การขยับตัวให้มากขึ้น เดินไปไหนมาไหน ทำกิจกรรมต่าง แทนการนั่ง-นอนเฉยๆอยู่กับบ้าน ทุกๆกิจกรรมก็สามารถช่วยเพิ่มการเผาผลาญพลังงานได้หมด (วิธีการออกกำลังกายเพื่อนการลดน้ำหนัก) สำหรับคนที่จะจริงจังด้านการออกกำลังกายควรเริ่มทำทีละน้อยตามสภาพร่างกาย อย่าหักโหม ค่อยเป็นค่อยไป โดยคิดถึงหลักการคล่าวๆคือ ถ้าออกแรงน้อยให้ใช้เวลานานหน่อย แต่ถ้าออกแรงมากก็ ขอเป็น 40 นาที นาทีที่ 41 เป็นต้นไปถือเป็นกำไร ทำไมต้อง 40 นาที เลือกทานอาหารที่มีประโยชน์ เมื่อลดของที่ไม่จำเป็น ลดแหล่งความอ้วนได้แล้ว เราควรเพิ่มของที่ประโยชน์แก่ร่างกายเข้ามาแทน ทานผัก ทานผลไม้ เนื้อสัตว์ไขมันต่ำ นม ข้าวแป้งไม่ขัดสีให้มากขึ้น เพราะสิ่งเหล่านี้จะเป็นขุมพลังงานสะอาดและสารอาหารที่มีประโยชน์ ที่ร่างกายสามารถนำไปใช้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ทานเท่าไหร่ถึงพอดี อย่าอดหรือข้ามมื้อ หรือตัดสิ่งใดสิ่งนึงไปเลย แต่ควรเลือกทานในปริมาณที่เหมาะสมจะดีกว่า เพื่อลดอาการเครียด ถ้าอยากก็จงทานอย่างมีสติแล้วกลับมาควบคุมตามแผนอย่างเดิม เพราะการทานมื้อใหญ่เพียงมื้อเดียวไม่ได้ทำให้อ้วนขึ้นอย่างแน่นอน เมื่อทำตามที่กล่าวไปแล้วน้ำหนักจะลดลงอย่างช้าๆ เพราะนั้นคือการปรับสมดุลให้ร่างกายมีสุขภาพที่ดี อย่าคาดหวังตัวเลขบนตราชั่งมากนัก ระหว่างทางอาจมีบ้างที่น้ำหนักจะนิ่ง แต่อย่ากังวล ให้เราใช้การวัดสัดส่วน สำรวจรูปร่างตัวเอง จากเสื้อผ้าจากคนรอบข้าง เพราะสิ่งที่เรากำลังทำต้องใช้เวลา เรากำลังเปลี่ยนแปลงพฤิกรรม ต้องค่อยเป็นค่อยไป อย่าเปรียบเทียบกะใคร เราแข่งกับตัวเอง เพื่อให้ใด้สุขภาพที่ดี