การลดน้ำหนัก

ลดความอ้วนยังไงไม่ให้ท้อ

สำหรับคนที่ตัดสินใจได้แล้วว่า “ถึงเวลาแล้วที่ตัวฉันจะต้องเปลี่ยนแปลงเป็นคนใหม่เสียที” ว่าแล้วคุณก็เริ่มต้นหาวิธีการลดความอ้วนในแบบต่างๆ บางคนอาจจะควบคุมอาหารเพียงอย่างเดียวเพราะไม่มีเวลาออกกำลังกาย บางคนอาจจะทำทั้งสองอย่างควบคู่กันไปเพราะเล็งเห็นแล้วว่าวิธีนี้เป็นวิธีที่ถูกต้องที่จะทำให้เราผอมได้อย่างมีสุขภาพดีจริงๆ ขณะที่บางคนอาจจะหลงผิดไปนิดหน่อย ยังไม่เข้าใจว่าการลดความอ้วนอย่างถูกวิธีเป็นอย่างไร จึงหันหน้าไปพึ่งพายาลดความอ้วนซึ่งในความเป็นจริงๆแล้วมันไม่ได้ช่วยให้เราผอมไปได้ตลอดตราบที่เรายังไม่เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของตัวเอง
ไม่ว่าจะเป็นวิธีไหนอย่างน้อยคุณก็ควรชื่นชมตัวเองที่กล้าเปลี่ยนเพื่อสิ่งที่ดีกว่า อย่างที่เราเคยบอกไปค่ะว่าการเป็นคนอ้วนนั้นไม่ใช่เรื่องผิดเรื่องประหลาดหรือเรื่องเสียหายแต่อย่างใด แต่คงดีกว่าใช่ไหมคะถ้าคุณมีสุขภาพที่ดีด้วย เช่นหากคุณเป็นคนหน้าตาดีมีความสามารถอยู่แล้วและยังเป็นคนหุ่นดีอีกก็จะยิ่งทำให้คุณกลายเป็นคนที่เพอร์เฟ็กต์เข้าไปใหญ่ 
แต่พอเริ่มลงมือเข้าจริงๆ ปัญหาที่คนอ้วนทุกคนต้องประสบพบเจออย่างแน่นอนก็คือความท้อแท้ความเหนื่อยหน่ายกับกิจวัตรของคนกำลังจะผอม เพราะทุกอย่างต้องอยู่ในความควบคุมตลอดทั้งการกินการนอน แถมยังเพิ่มการออกกำลังกายที่ปกติไม่ค่อยหรือไม่เคยจะทำเลยอีกด้วย บางคนอาจจะลดไปได้สักสิบโลแล้วค่อยท้อ แต่บางคนอาจจะท้อเสียตั้งแต่เริ่มได้ไม่กี่วัน ว่าแล้วก็กลับไปสู่วงโคจรเดิมคือกลับไปเป็นคนอ้วนเหมือนเดิมซะดื้อๆ 
1. ถามตัวเองดูว่า”อยากกลับไปอ้วนอีกใช่ไหม”หรือ”ยอมแพ้แล้วหรือ”
 
หลังจากที่ตัวเราลดความอ้วนมาสักพักจนเริ่มผอม(นิดๆ) เราก็จะเริ่มเบื่อค่ะ เบื่อกับการที่ตัวเองไม่สามารถทานอาหารโปรดหรือขนมหวานอย่างที่ชอบได้ ตอนเย็นก็ต้องไปวิ่งออกกำลังกายทุกวัน (มันเหนื่อยจริงๆนะ) จนบางครั้งเราอาจจะเผลอหลุดไปทานของต้องห้ามทั้งหลาย ซึ่งถ้าหากคุณไม่สามารถควบคุมตัวเองได้คุณก็จะพ่ายแพ้ให้กับรสชาติอันหอมหวานเหล่านั้นในทันที เพราะฉะนั้นต้องเตือนสติตัวเองด้วยการถามตัวเองทุกวันว่า “วันนี้ฉันดูดีกว่าเมื่อก่อนแล้วนะ จะยอมแพ้แล้วกลับไปอ้วนเหมือนเดิมอีกหรือไง!? นั่นเท่ากับว่าสิ่งที่เราทำมาทั้งหมดมันสูญเปล่าเชียวนะ!” 
 
คุณต้องสร้างความหวาดกลัวที่จะกลับไปอ้วนใหม่ค่ะ คุณจะได้ไม่กล้านอกลู่นอกทางอีกจนกว่าจะบรรลุเป้าหมาย เชื่อเถอะค่ะว่าคุณน่ะใจแข็งพอที่จะไม่ยอมให้ความอ้วนเหล่านั้นมาทำร้ายคุณอีกต่อไป
2. อย่ารีบร้อนที่จะลด มันไม่ดีต่อสุขภาพเลยนะ กว่าจะอ้วนขนาดนี้ตั้งกี่ปี!
 
ย้ำตัวเองอยู่เสมอค่ะว่าการลดน้ำหนักที่ถูกต้องเพื่อให้ร่างกายสามารถปรับตัวได้ทันนั้นคือที่ 0.5-1 กิโลกรัมต่อสัปดาห์เท่านั้นเอง แม้ในช่วงแรกของการลดน้ำหนักคุณอาจทำสถิติที่ดีกว่านั้นมาก (บางคนอาจลดได้วันละ 1 กิโลกรัมเลยทีเดียวนะ) นั่นเป็นเพราะสิ่งที่หายไปไม่ใช่ไขมันค่ะ อาจเป็นกล้ามเนื้อหรือน้ำในร่างกายก็ได้ พอคุณลดน้ำหนักไปสักพักน้ำหนักคุณอาจจะเริ่มคงที่ ยิ่งถ้าคุณไม่เข้าใจว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้นคุณก็จะเกิดความเครียดค่ะ (เราเคยเป็นมาแล้ว 555)
 
ให้ลองปรับเปลี่ยนวิธีลดความอ้วนใหม่ค่ะ ลองลดอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรตลงและออกกำลังกายให้มากขึ้น แต่ถ้าใครที่ทำสิ่งเหล่านี้เคร่งครัดอยู่แล้วแต่น้ำหนักก็ยังคงที่ นั่นแสดงว่าคุณกำลังพบเจอกับภาวะหนึ่งของการลดน้ำหนักค่ะ ซึ่งเดี๋ยวจะเอามาเล่าให้ฟังในภายหลัง
3. อย่าเผลอกิน ไม่ลดไม่ว่าแต่อย่าให้น้ำหนักขึ้นเชียวนะ
 
การตัดอาหารของโปรดไปจากชีวิตนั้นเป็นเรื่องที่ทำใจได้ลำบากมากค่ะ บอกตรงๆเลยนะคะว่าครัวซองต์หอมนุ่มกับพิซซ่าชีสเยิ้มเนี่ยของโปรดเราเลย หรือไม่ก็ขนมปังใดๆก็ตามที่มีชีสกลิ่นหอมๆร้อนๆเนี่ยเราชอบทานมากค่ะ ซื้อมาทีไรเป็นอันต้องกินเรียบทุกทีไม่ว่าจะเยอะแค่ไหน (เคยนั่งกินพิซซ่าคนเดียวเป็นถาดๆด้วยนะ!) ดังนั้นมันจึงเป็นเรื่องยากมากกก… สำหรับคนติดกินอย่างเรา ซึ่งถ้าเผลอกินจนน้ำหนักขึ้นเมื่อไหร่แน่นอนค่ะว่าเราต้องเกิดความท้อแบบสุดๆ เพราะกว่าจะลงแต่ละขีดเนี่ยเลือดตาแทบกระเด็น แต่เวลาขึ้นทีนึงมันมาเป็นกิโลๆ จริงไหม!?
 
ดังนั้นแม้จะโหยหวนเอ้ย! หอมหวน เพียงใดเมื่ออาหารอันโอชะมาตั้งตรงหน้า ก็ต้องบอกตัวเองไว้ค่ะว่ากินไม่ได้นะ จะได้ไม่ต้องมานั่งเสียใจทีหลังตอนน้ำหนักขึ้นไปแล้ว ย้ำไว้ค่ะว่าไม่กินก็ไม่อ้วน หรือไม่ก็ลองอ่านบทความนี้ดูค่ะ“อยากลดความอ้วนแต่หยุดกินไม่ได้ แก้อย่างไร?” จำไว้นะคะว่าอย่าปล่อยให้อาหารมันมาทำร้ายเรา!
4. สถิติที่บันทึกไว้เนี่ยแหละ ตัวสร้างแรงบันดาลใจชั้นเยี่ยม!
 
การที่เราผอมลงหรือไม่ผอมลงนั้นเราไม่จำเป็นต้องมโนหรือสร้างภาพเอาเองจากหน้ากระจกหรือรอให้คนอื่นมาบอกค่ะ สิ่งจำเป็นสำหรับทุกคนที่กำลังลดความอ้วนนอกจากการควบคุมดูแลตัวเองแล้วก็คือการจดบันทึกสถิติการลดน้ำหนักอย่างสม่ำเสมอด้วย มีคนเคยบอกนะคะว่าคุณไม่จำเป็นต้องชั่งน้ำหนักทุกวันแค่สัปดาห์ละครั้งก็เพียงพอแล้ว (แต่เราชั่งทุกวันนะ วันละหลายๆเวลาอีกต่างหาก ) ดังนั้นถ้าอยากรู้ว่าผอมหรือไม่ผอมก็ควรมีเครื่องชั่งน้ำหนักติดตัวไว้ค่ะ (ถ้าเป็นแบบหน้าปัดดิจิตอลมีจุดทศนิยม 1 ตำแหน่งยิ่งดีเลย เราแนะนำให้ใช้แบบนี้นะคะจะได้ไม่ต้องมานั่งกะเอาเอง ดูปุ๊บรู้ปั๊บว่าลดไปกี่ขีดแล้ว)
 
ของคู่กายอีกอย่างหนึ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือสายวัดตัวค่ะ เพราะบางคนน้ำหนักไม่ลดสักทีแต่ไม่รู้เลยว่าจริงๆแล้วร่างกายคุณนั้นดูกระชับกว่าเมื่อก่อนเป็นไหนๆ บางคนน้ำหนักลดแต่ไขมันไม่ลดยังไงก็อ้วนค่ะ ขณะที่บางคนทั้งเนื้อทั้งตัวมีแต่กล้ามแต่น้ำหนักนั้นไม่ได้ลดหายไปเลย เราต้องเข้าใจนะคะว่าน้ำหนักลดแล้วแต่ยังมีไขมันนเต็มไปหมดกับน้ำหนักลดและเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อเนี่ยมันดูดีต่างกันมากค่ะ ดังนั้นการจดบันทึกสถิติเป็นประจำด้วยไอเทมทั้งสองนี้ถือเป็นการสร้างความมุ่งมั่นอย่างดีให้เรามีกำลังใจลดน้ำหนักต่อไปโดยไม่ท้อถอยค่ะ
สุดท้าย ไม่มีใครจะช่วยคุณได้(จริงๆนะ)ถ้าคุณไม่ช่วยตัวคุณเอง ของอย่างนี้มันอยู่ที่กำลังใจล้วนๆ! ต่อให้ยาลดความอ้วนนั้นมันจะวิเศษวิโสเท่าไหร่ก็ตาม หากคุณยังกินเท่าๆเดิมอยู่ยังไงซะสักวันหนึ่งก็ต้องกลับไปอ้วนแน่นอนค่ะ เชื่อเราเถอะนะคะว่าลดความอ้วนน่ะ คุณเองก็ทำได้