ถึงตาย! เตือนภัยกินไข่แมงดาทะเลสุดเสี่ยง ต้ม ทอด ปิ้ง ย่าง ทำลายพิษไม่ได้

 

 

เตือนภัยกินไข่แมงดาทะเล ทั้งเมนูเผาหรือยำ ในช่วงหน้าร้อนนี้ เสี่ยงอันตรายจากพิษของไข่แมงดา โดยเฉพาะไข่แมงดาถ้วย ซึ่งจะมีความเป็นพิษสูงในช่วง ก.พ.-มิ.ย. พิษรุนแรงเหมือนพิษปลาปักเป้า ความร้อนทั้งจากการต้ม ทอด ปิ้ง ย่าง ทำลายพิษไม่ได้ ในปีนี้พบผู้ป่วยอาหารเป็นพิษจากกินไข่แมงดาทะเล 17 ราย เสียชีวิต 1 ราย ที่จังหวัดตราด ชี้อาการของผู้ป่วยที่พบคือชาที่ปาก ลิ้น แขน ขา และลำตัว พูดไม่ชัด อาเจียน เวียนศีรษะจึงย้ำเตือนให้ประชาชนระมัดระวังในการรับประทานไข่แมงดาในช่วงนี้มากเป็นพิเศษ

นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ว่า ตั้งแต่วันที่ 3 กุมภาพันธ์-12 มีนาคม 2557 ได้รับรายงานจากสำนักระบาดวิทยา พบเหตุการณ์อาหารเป็นพิษจากรับประทานไข่แมงดาทะเลเผาและยำ ในจังหวัดตราด 5 เหตุการณ์ ผู้ป่วยรวม 17 ราย เสียชีวิต 1 ราย โดยผู้ป่วยที่ได้รับรายงานอยู่ใน4 อำเภอ ได้แก่ อ.คลองใหญ่ 3 ราย อ.เมือง 5 ราย เสียชีวิต 1 ราย อ.เขาสมิง 1 ราย และ อ.แหลมงอบ 8 ราย อาการของผู้ป่วยที่พบคือชาที่ปาก ลิ้น แขน ขา และลำตัว พูดไม่ชัด อาเจียน เวียนศีรษะ

แมงดาทะเลมีอยู่ 2 ชนิดคือ แมงดาจานหรือแมงดาทะเลหางเหลี่ยม มีขนาดใหญ่ อาศัยอยู่ตามพื้นทะเล วางไข่ตามริมชายฝั่งที่เป็นดินทราย และแมงดาถ้วย ซึ่งมีชื่อเรียกหลายชื่อ ได้แก่ แมงดาทะเลหางกลม หรือ เห-รา หรือแมงดาไฟ ตัวมีขนาดเล็กกว่าแมงดาจาน และตัวมีสีส้มหรือน้ำตาลเข้ม อาศัยอยู่ตามพื้นทะเลที่เป็นดินโคลนและตามคลองในป่าชายเลน ลักษณะแตกต่างของแมงดา 2 ชนิดนี้ สังเกตได้ที่หาง โดยแมงดาจานจะมีหางเหลี่ยม ส่วนแมงดาถ้วยมีหางกลม แมงดาที่ไม่มีพิษ และรับประทานได้ คือ แมงดาจาน ส่วนแมงดาที่มีพิษรับประทานไม่ได้ คือ แมงดาถ้วย ซึ่งโดยตัวของมันเองไม่สร้างพิษ แต่สารพิษเกิดมาจาก 2 สาเหตุ คือ 1.แมงดาถ้วยไปกินตัวแพลงก์ตอนที่มีพิษ หรือกินหอย/หนอนที่กินแพลงก์ตอนที่มีพิษเข้าไป ทำให้สารพิษไปสะสมอยู่ในเนื้อและไข่ของแมงดาถ้วย 2.เกิดจากแบคทีเรียในลำไส้ของแมงดาถ้วยสร้างพิษขึ้นมาได้เอง จึงขอย้ำเตือนให้ประชาชนระมัดระวังในการรับประทานไข่แมงดาในช่วงนี้

ด้าน นพ.โสภณ เมฆธน อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ – มิถุนายนทุกปี จะมีการเจริญแพร่พันธุ์ของแพลงก์ตอนที่สร้างสารพิษจำนวนมาก แมลงดาถ้วยจะกินแพลงก์ตอนนี้ และพิษจะไปสะสมที่ไข่ เมื่อคนกินไข่แมงดาจะทำให้ได้รับพิษจำนวนมาก เกิดอาการเจ็บป่วยรุนแรงและรวดเร็วภายใน 10-45 นาทีหลังรับประทานเข้าไป โดยจะชารอบปากและลิ้น บางรายอาจมีอาการวิงเวียน ปวดศีรษะ และคลื่นไส้อาเจียน ชาตามปลายนิ้วมือและเท้า และมีอ่อนแรงของปลายมือและเท้า กลืนลำบาก หนังตาตก หยุดหายใจ และเสียชีวิตได้

สารพิษที่พบในไข่ของแมงดาถ้วย คือ เตโตรโดท็อกซิน (Tetrodotoxin) และเซซิท็อกซิน (Sasitoxin) ซึ่งเป็นชนิดเดียวกับที่พบในปลาปักเป้า สารพิษนี้ทนทานความร้อนสูงมาก การต้ม ทอด ย่าง หรือปิ้งไม่สามารถทำลายพิษได้ วิธีป้องกันที่ดีที่สุดคือ ไม่ควรกินไข่แมงดาทะเลในช่วงเวลานี้ เนื่องจากอาจมีไข่แมงดาถ้วยที่มีพิษอันตรายปะปนอยู่กับไข่แมงดาจานที่กินได้ ซึ่งไข่มีลักษณะเหมือนกัน จึงมีโอกาสเสี่ยงได้รับพิษจากแมงดาทะเลที่มีพิษโดยไม่รู้ตัว

สำหรับผู้ที่ชื่นชอบรับประทานไข่แมงดาทะเล หากพบว่าหลังจากรับประทานอาการชาที่ปาก ลิ้น แน่นหน้าอก หายใจไม่ออก ให้รีบนำตัวส่งโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด และแจ้งแพทย์ว่ารับประทานไข่แมงดาทะเล เพื่อช่วยให้แพทย์วินิจฉัย และรักษาได้อย่างทันท่วงที เช่นการล้างท้อง และอาจใช้เครื่องช่วยหายใจประคับประคองอาการ ปัจจุบันยังไม่มียาแก้พิษจากแมงดาทะเลโดยเฉพาะ ประชาชนที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร 1422 ตลอด 24 ชั่วโมง