อาหารที่กินแล้วอ้วน 10 อันดับ

อาหารที่กินแล้วอ้วนนั้นส่วนมากจะเป็นอาหารประเภทแป้ง ขนมปัง โปรตีน ไขมันสัตว์ ไอศกรีม น้ำหวาน น้ำแดง น้ำอัดลม เค้กทุกอย่างเลย และยังมีของจำพวกทอดน้ำมันเช่น โดนัท เฟรนฟราย ไก่ทอด อาหารที่ทอด เช่นอาหารจำพวก Fast Food กินไว อ้วนไว พบเจออยู่ตามห้างต่างๆ ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคอ้วนตามมานั่นเอง แต่จะมีอาหารอะไรบ้างนั้นไปดูกันเลย… 1. น้ำอัดลม น้ำอัดลม แช่เย็นดื่มแล้วหวานสดชื่น ทำให้มีแรงสามารถพกพาไปไหนก็ได้สะดวกดี เหมาะแก่การหยิบฉวยเข้าปากเพื่อเพิ่มความอ้วน น้ำอัดลมจัดเป็นเครื่องดื่มที่ให้พลังงานสูง แต่ไร้ประโยชน์ต่อร่างกาย ทำให้อ้วนไว อ้วนง่าย ๆ เพราะพร้อมที่จะดื่มและเปลี่ยนน้ำตาลในน้ำอัดลม มาเป็นส่วนเกินสะสมเป็นไขมัน เมื่อง่าย และดื่มไว ทำให้เราต้องดื่มน้ำอัดลมทุกๆวัน ควรจะแทนที่น้ำอัดลมด้วยน้ำสมุนไพร หรือผลไม้ เพื่อประโยชน์ สุขภาพที่ดีของร่างกาย และช่วยให้เราห่างไกลความอ้วน 2. มันฝรั่งทอดกรอบ มันฝรั่งทอดกรอบ เช่นขนมในห้างใกล้บ้านคุณ กรอบ อร่อย แต่จริงๆแล้วมันก็คือเฟรนช์ฟรายส์ที่แต่งรส เพราะมันก็ทำมาจากมันฝรั่ง แถมผสมไปด้วยสารกันบูด พร้อมทอดกับน้ำมันตัวการการทำลายความผอมของเรา จะทำให้ขนมพวกนี้แทบจะไม่หลงเหลือสารอาหารใดๆ ที่จะเป็นคุณประโยชน์ต่อร่างกายของเราอีกเลย นอกจากความอร่อย ดังนั้นจึงขอแนะนำให้ผู้ที่กำลังลดความอ้วน งดอาหารที่มีการทอด หรืออาหารที่มีส่วนประกอบของน้ำมัน และแป้งขัดขาวนั้นเอง 3. ขนมเบเกอรี่ เบเกอรี่ต่างๆ ดูแล้วน่ารับประทานเอามากๆ แต่โดนัท พาย และขนมเบเกอรี่ ประกอบไปด้วยแป้งขัดขาว และน้ำตาล ซึ่งเป็นตัวการทำให้เราด้วน ซึ่งนอกจากจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดของเราไม่คงที่ ขนมพวกนี้ยังทำให้อ้วนง่ายอีกต่างหาก เพราะเมื่อร่างกายของคนเราได้รับน้ำตาลมากเกินไป จะเปลี่ยนเป็นไขมันสะสม ทำให้ไขมันดันเราให้อ้วนขึ้น หากเพื่อนๆอยากลดความอ้วน ไม่ควรสร้างไขมันขากแป้งขัดขาว และน้ำตาล ซึ่งวิธีที่ดีที่สุด คือการอยู่ห่างๆ จากขนมพวกนี้นั้นเอง 4. เฟรนช์ฟรายส์ เฟรนช์ฟรายส์มีรสชาติที่อร่อย เมื่อทำมาทอด ผสมกับซอสมะเขือเทศ ดีต่อปาก แต่ไม่ดีต่อสุขภาพ เพราะไม่ได้มีประโยชน์อะไร นอกจากไม่ได้ประโยชน์เรายังนำมันฝรั่งมาทอดกับน้ำมัน ซึ่งเป็นตัวการที่จะยิ่งเพิ่มความอ้วนให้กับเราได้ง่าย ๆ ดังนั้นเฟรนช์ฟรายส์เป็นอาหารที่มีแคลอรี่สูง ขอแนะนำให้อยู่ห่างๆ และหันมารับประทานผักผลไม้ให้ครบ 5 หมู่แทน 5. ขนม และลูกกวาด ขนมหวาน ขนมแท่ง ลูกอม เป็นขนมที่กินแล้วอร่อย หลายๆคนเอามาทานแก้หิว แก้ว่าง รู้ไหมว่าเป็นตัวทำลายสุขภาพทั้งในช่องปาก และความหวานที่มากเกินไปก็ไม่ได้ดีต่อร่างกาย เพราะเมื่อกินขนม ลูกอม เยอะๆ นอกจากร่างกายจะได้รับทั้งน้ำตาลและไขมันแล้ว ในขนม ลูกอม ยังมีส่วนผสมสังเคราะห์ที่เรามองไม่เห็นด้วนตาเปล่าอีกมากมาย ซึ่งเป็นโทษต่อสุขภาพ ลองหันมามองผลไม้แช่เย็นดู ช่วยทำให้ร่างกายสดชื่น และอร่อยอีกด้วย 6. น้ำหวาน ชาและกาแฟ น้ำก็กินแล้วอ้วน ยิ่งเป็นน้ำที่หวาน ๆ ซึ่งมีส่วนผสมของน้ำตาล ยกตัวอย่างเช่น กาแฟเย็น กาแฟ 3 in 1 รสชาติหวานๆ กลายเป็นกาแฟที่ให้พลังงานมากกว่าปกติ ซึ่งกาแฟที่เราทานกัน ตามห้างร้านต่างๆ หรือแบบซอง มักจะเต็มไปด้วยครีม และน้ำตาล ที่เติมเพื่อความอร่อย จะดีต่อปากกับเราเท่านั้น กลับกลายมาทำร้ายสุขภาพเรา ซึ่งในกาแฟบางแก้วมีพลังงานสูงถึง 800 กิโลแคลอรี่ โอ้ววว พระเจ้า มันเยอะมากสำหรับเครื่องดื่ม 1 แก้ว นี่เรากำลังพูดถึงแค่เครื่องดื่มเพียงแก้วเดียวเท่านั้น ซึ่งมันมีพลังงานสูงมาก เทียบได้ถึงครึ่งหนึ่งของพลังงานที่เราต้องการต่อวันกันเลยทีเดียว เพราะฉะนั้นเมื่อทราบแล้ว ควรจะหลีกเลี่ยงกาแฟสำเร็จรูป และหันมาลองดื่มกาแฟดำ จะดีต่อสุขภาพมากที่สุด 7. ไก่ทอด หลายคนชอบกินไก่ทอด แต่คนที่กำลังไดเอทไม่ควรจะทานไก่ทอด เพราะทำให้อ้วนง่าย ๆ เนื่องจากไก่ทอดชุ่มไปด้วยน้ำมันแล้ว ซึ่งผ่านการทอดในอุณหภูมิสูง ทำให้ใช้น้ำมันหลายต่อหลายครั้ง และนั้นก็ไม่ถูกหลักสุขลักษณะที่ดี และนอกจากนี้ ไก่ทอดชุบแป้งทอดกรอบที่ทำจากแป้งสาลีขัดขาวไร้ประโยชน์ของอันดับ 10 อีก ในน้ำมันที่ร้อนทำให้สารอาหารในเนื้อไก่ก็สลายหายไปหมด ทางเลือกที่ดีที่สุดหากเป็นคนชอบกินไก่ ให้ลองเลือกนำไก่ไปอบแทนการทอดน้ำมัน ไก่อบต่างจากไก่ทอดตรงที่ไม่ทอดกับน้ำมัน สามารถช่วยทำสุขภาพคุณจะดีขึ้นหลายเท่าเลย แถมไก่อบยังอร่อย มีรสชาติเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย หากหลีกเลี่ยงอาหารทอดน้ำมันได้มากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งดีต่อสุขภาพของคุณเอง 8. อาหารลดน้ำหนัก อาหารไขมันต่ำ หรือเรียกว่าอาหารสำหรับคนที่กำลังลดน้ำหนัก ซึ่งอันแท้จริงแล้วไม่ได้ช่วยให้การลดน้ำหนักดีขึ้น เพราะอาหารบางอย่างมักใส่ผงชูรส หรืออาจเป็นสารเคมีแต่งรสบางตัวที่ทำให้เราติดรสอาหารและอยากกินเพิ่มเรื่อยๆ ทำให้อ้วนง่ายขึ้นไปอีก เพราะเมื่อทานเข้าไปแล้ว ผงชูรสจะหลอกร่างกายของเราว่าเราได้รับอาหารแล้ว แต่ท้ายที่สุดก็ทำให้เราหิวโซเหนื่อยล้า เหมือนคนชอบดื่มน้ำอัดลมแบบประเภทไม่มีน้ำตาล แต่กลับพบว่ายิ่งดื่มกลับยิ่งหิวเพิ่มมากขึ้น ซึ่งกลายเป็นการฝึกนิสัยตนเองในการลดน้ำหนักแบบผิดๆ ในทางที่ดีเราควรหันมาเลือกทานผักและผลไม้ ที่มีคุณประโยชน์ที่แท้จริงจากธรรมชาติดีกว่า 9. ซีเรียล ซีเรียลเป็นอาหารเช้าที่คนนิยมทาน เพราะสะดวก และหวาน ทำให้มีรสชาติอร่อย แต่เป็นอาหารที่เต็มไปด้วยความหวานของน้ำตาล ทำให้อ้วนง่ายมาก และก็ไม่ค่อยมีประโยชน์หรือวิตามิน ดังนั้นอาหารที่เต็มไปด้วยน้ำตาลนั้น ซีเรียลจึงกลายเป็นสิ่งแรกที่เราควรหลีกเลี่ยงในมื้อแรกของวัน เพราะฉะนั้นเราควรเลือกทานผลไม้ หรือบางทีอาจจะเป็นจำพวก ข้าวโอ๊ต โฮลเกรน หรืออาจเป็นซีเรียลเพื่อสุขภาพทั้งหลายแทน เพื่อเป็นตัวช่วยการลดน้ำหนัก ให้ได้ผลดีมากขึ้น 10. ขนมปังขาว ขนมปังขาวเป็นอาหารทำมาจากแป้งสาลีขัดสี ซึ่งจะผ่านกระบวนการขัดขาวจึงทำให้สารอาหารในแป้งลดลงจนหาสารอาหารดีดีไม่ได้ แถมทำให้ใยอาหาร หายไปอีก เมื่อไม่มีกากใย ก็ทำให้เราอิ่มช้าลงนั้นเอง นั้นทำให้อาหารที่มีขนมปังขาวเป็นส่วนประกอบ เช่น แซนด์วิช หรือแฮมเบอร์เกอร์ ทำให้เรากินไม่หยุดเพราะไม่อิ่มสักที และนี่ก็คือ 1 ใน 10 ของอันดับอาหารที่กินแล้วอ้วนง่าย ๆ ที่เราควรหลีกเลี่ยงเป็นอย่างแรก โดยให้เลือกทานเป็นขนมปังโฮลวีทล้วนแทน เพราะจะเป็นขนมปังที่ดีต่อการลดน้ำหนักมากที่สุด

10 ท่าออกกำลังกายลดน้ำหนักที่ทำได้ทุกวัน

การออกกำลังกาย เป็นกิจกรรมทำอย่างต่อเนื่องและนานพอที่จะทำให้หัวใจได้ทำงานถึงเกณฑ์ เช่น การเดิน การวิ่ง การขี่จักรยาน การออกกำลังจะทำให้ร่างกายแข็งแรงและยังป้องกันโรค เช่น โรคหัวใจ โรคอ้วน โรคเบาหวานและยังสามารถควบคุ้มน้ำหนักได้อีกด้วย ดังนั้นเราจึงมาแนะนำการออกกำลังกายที่ทำได้ง่ายๆและทำได้ที่บ้าน จะมีท่าอะไรบ้างนั้นไปดูกันเลย… ท่าที่ 1 วิ่งอยู่กับที่ การออกกำลังกาย โดยวิ่งอยู่กับที่ดูจะง่ายที่สุดโดยไม่ต้องใช้พื้นที่หรืออุปกรณ์ใด ๆ แต่แนะนำให้ใส่รองเท้าวิ่งเพื่อไม่ให้ข้อเท้าได้รับบาดเจ็บ สำหรับการเผาผลาญแคลอรี่ก็ขึ้นอยู่กับเวลาที่วิ่งกับน้ำหนักตัวด้วย สำหรับสาว ๆ ที่น้ำหนักตัวน้อยกว่า อาจเผาผลาญไม่ได้มากเท่าคนที่ตัวใหญ่กว่าในเวลาพอ ๆ กัน ท่าที่ 2 ย่อเข่าเกร็งหน้าท้องและต้นขา ท่านี้ให้ยืนตรงแล้วก้าวเท้าไปข้างหน้าข้างหนึ่ง ค่อย ๆ ย่อตัวลงช้า ๆ หลังตรง จนเข่าข้างหนึ่งแตะพื้น ต้นขาของขาหน้าตั้งฉากกับพื้น นับ 1-10 แล้วค่อย ๆ เหยียดตัวขึ้น ทำสลับกันข้างละ 10 ครั้ง ท่านี้เผาผลาญไม่มากเท่ากับวิ่ง แต่ใช้ร่วมกันในการออกกำลังกายแต่ละครั้งก็จะดี ท่าที่ 3 ยึดพื้น ท่ายึดพื้นแบบที่เราเห็นในการฝึกทหาร อาจยากสักหน่อยสำหรับผู้หญิง แต่เป็นอีกท่าที่เผาผลาญได้ดีมาก ฝึกไว้ ได้ความแข็งแกร่งด้วย ท่าที่ 4 ท่าคลาน ยกขาไปข้างหลัง ท่านี้ให้ทำท่าเหมือนเวลาคลาน สองมือยึดพื้น หลังตรง ส่วนเข่า 2 ข้างกับพื้น แล้วเตะขายกสูงไปข้างหลังพยายามให้ขาตรง ทำข้างละ 10-20 ครั้ง ท่าที่ 5 กระโดดแล้วนั่งงอเข่า ให้ยืนตรง แล้วย่อเข่าแบบท่า Squat จากนั้นก็กระโดดยืดตัวด้วยปลายเท้า แล้วกลับสู่ทาง Squat เหมือนเดิม แล้วเริ่มใหม่ 20 ครั้ง ท่าที่ 6 ลุก-นั่ง เหยียดตัว แม้จะเผาผลาญไม่มากนักแต่ก็น่าลอง เพราะเป็นท่าง่าย ๆ ให้ยืนตัวตรง แล้วย่อตัวลงมานั่งยอง มือสองข้างวางกับพื้น ค่อย ๆ เหยียดขาและลำตัวไปข้างหลังให้ตรง แล้วกลับมาท่านั่งยองเหมือนเดิม ก่อนจะลุกขึ้นในท่าเริ่ม แล้วทำวนกลับมาแบบนี้ 20 ครั้ง ท่าที่ 7 นอนราบ ยกขา ท่านี้ง่ายและผ่อนคลาย ช่วยลดหน้าท้อง เอาเซลลูไลท์ออกไปทั้งต้นขาและหน้าท้อง ให้เริ่มด้วยการนอนราบ ค่อยๆ ยกขาทั้งสองข้างขึ้นช้า ๆ โดยให้ขาเหยียดตรง ให้ยกมาจนตั้งฉากกับพื้นแล้วค่อย ๆ เอาลง ทำแบบนี้ 20 ครั้ง ท่าที่ 8 แอ่นหลัง ท่านี้เป็นท่าที่นอกจากจะเผาผลาญได้ดีพอสมควรแล้ว ยังช่วยให้กล้ามเนื้อหลังแข็งแรง เริ่มด้วยการนอนคว่ำ เหยียดแขนไปข้างหลัง งอเข่าขึ้นมา แล้วจับข้อเท้าทั้งสองข้างเอาไว้ โดยให้รู้สึกตึงให้มากที่สุด ทำครั้งแรก ๆ ไม่ต้องนานมาก ค่อยๆทำ นับ 1-10 คลายตัวแล้วเริ่มใหม่ 10 ครั้ง ท่าที่ 9 นอนหงาย ยกลำตัว ให้นอนหงาย ชันเข่าขึ้น วางเท้ากับพื้น แล้วยกลำตัวขึ้น ประสานมือทั้งสองข้างที่ศีรษะด้านหลัง นับ 1-5 หันด้านข้างนับ 1-5 แล้ววางศีรษะกับพื้น เริ่มใหม่สลับกันทั้งสองข้าง ให้ได้ 20 ครั้ง ท่าที่ 10 ยืน ย่อเข่า เป็นอีกท่าที่เผาผลาญแคลอรี่ได้ดี และลดเซลลูไลท์ต้นขาได้มาก ให้ยืนหลังตรง กางขาประมาณความกว้างของไหล่ ยกแขนประสานมือสองข้างไว้หลังศีรษะ ค่อย ๆ ย่อตัวลงมาให้ต้นขาขนานกับพื้นนับ 1-10 แล้วค่อย ๆ ยืนขึ้น เริ่มใหม่ไปเรื่อย ๆ ให้ได้ 20 ครั้ง

ลดความอ้วนแบบถูกวิธี

  อ้วนหรือผอม สามารถวัดได้จากค่าต่างๆ เช่น ค่าดัชนีมวลกาย (Body mass index, BMI) อัตราส่วนรอบเอวต่อส่วนสูง (Waist height ratio, WHtR) และอัตราส่วนรอบเอวต่อรอบสะโพก (Waist hip ratio, WHR) ซึ่งทางยุโรปกับเอเชียจะมีค่ามาตราฐานต่างกัน แต่ในทางปฏิบัติแล้วจะพบว่าความพึงพอใจในรูปร่างและน้ำหนักนั้นเป็นเรื่องของแต่ละบุคคล แต่ไม่ว่าจะอย่างไร น้ำหนักตัวที่มากเกินไปทำให้เสี่ยงต่อโรคต่างๆ เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคของหลอดเลือดหัวใจ…” ดังนั้นมาดูวิธีลดความอ้วนแบบถูกวิธี ที่ทั้งดีและไม่โทรมกันเลย 1. ทำ Food Diary จดบันทึกทุกอย่างที่ทานในแต่ละวัน ทั้งประเภทและปริมาณอาหารต้องจดตามจริงนะคะ พอครบสัปดาห์ก็ให้ส่งการบ้านมานั่งดูด้วยกันจะเห็นเลยว่าอาหารส่วนมากที่ทานเป็นอาหารตามใจปากทั้งนั้น ทานเพราะอยากไม่ใช่เพราะหิว แคลอรี่สูง มีสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายน้อย 2. ปรับพฤติกรรมการกิน เริ่มจากเปลี่ยนจากขนมขบเคี้ยวเป็นหมากฝรั่งปราศจากน้ำตาลหรือผลไม้ที่มีน้ำตาลต่ำก่อน แล้วค่อยๆ ลดปริมาณลง หรือถ้าชอบดื่มชา กาแฟ หรือน้ำอัดลมก็อาจจะลองลดปริมาณน้ำตาลในเครื่องดื่ม หรือ เปลี่ยนเป็นชนิดที่ให้พลังงานน้อยลงก็ช่วยได้ 3. การออกกำลังกายลดความอ้วน การออกกำลังกายที่มีผลในเรื่องของการลดน้ำหนักและช่วยกระชับสัดส่วนของเรา ดังนี้ Basal Metabolic Rate คือ อัตราการความต้องการเผาผลาญของร่างกายในชีวิตประจำวัน หรือจำนวนแคลอรี่ขั้นต่ำที่ต้องการใช้ในชีวิตแต่ละวัน ดังนั้นการคำนวณ BMR จะช่วยให้ทราบปริมาณแคลอรี่ที่แต่ละคนต้องการต่อวันเพื่อการลดน้ำหนักได้ การออกกำลังกายเพื่อการลดน้ำหนัก คือ กิจกรรมที่ดึงพลังงานไขมันส่วนเกินออกมาใช้ ในสภาวะที่หัวใจมีอัตราการเต้น 130-150 ครั้งต่อนาที (ขึ้นอยู่กับเพศและวัย) เป็นเวลา 15-45 นาที กิจกรรมแนะนำ เช่น วิ่ง เต้นแอโรบิค ปั่นจักรยาน การออกกำลังกายเพื่อความกระชับ คือ กิจกรรมที่อวัยวะส่วนนั้นๆ ของร่างกายเคลื่อนไหวในท่าหนึ่งๆ หลายๆ ครั้ง หรือ เกร็งอวัยวะส่วนนั้นๆ เป็นเวลานานๆ ทำให้เกิดอาการล้า และตึงของกล้ามเนื้อ เช่นการออกกำลังกายที่เน้นการสร้างความแข็งแรงให้โครงสร้างร่างกาย (Pilates) หรือเวทเทรนนิ่ง การออกกำลังกายที่ใช้แรงต้าน(Weight Training) การออกกำลังกายลดความอ้วน และเพิ่มความกระชับไปพร้อมกัน เช่น การออกกำลังกายที่นำท่าของการชกมวยมาประยุกต์ใช้ (Boxing) โยคะร้อน (Hot Yoga) หรือ การฝึกการทรงตัวและการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว (Agility Workout) 4. ค่อยเป็นค่อยไป ลดได้แบบสวยๆ 5. สำคัญที่สุดคือใจของเรา

อาหารคลีน (Clean Food)

อาหารคลีน (Clean Food) หรือที่คนส่วนใหญ่เรียกกันว่า กินคลีน (Eat Clean, Clean Eating) คือ การทานอาหารที่สด สะอาด โดยเน้นการทานอาหารแบบธรรมชาติไม่ผ่านการปรุงแต่งและขัดสีด้วยสารเคมีต่างๆ หรือกระบวนการหมักดอง รวมถึงอาหารขยะและอาหารสำเร็จรูป ที่จะมีปริมาณแป้ง ผงชูรสและโซเดียมในปริมาณสูง หรืออาจพูดให้เข้าใจได้ง่ายว่า การทานอาหารคลีนนั้นเป็นการกินอาหารให้ถูกหลักโภชนาการ โดยทานอาหารอย่างพอเพียงครบสัดส่วนทั้ง 5 หมู่ และอาหารเหล่านั้นต้องไม่มีสารปนเปื้อนนั่นเอง ซึ่งอาหารคลีนนั้นอาจผ่านการปรุงแต่งบ้างเล็กน้อยหรืออาจจะไม่ผ่านการปรุงแต่งเลยก็เป็นได้ เช่นใช้เกลือในการปรุงอาหารรสเพียงเล็กน้อยแทนน้ำปลา หรืออาจจะเป็นซีอิ๊วขาวชนิดที่ไม่มีผงชูรสเจือปน และจะไม่ใช้ผงชูรสในการปรุงอาหาร เป็นต้น ตัวอย่างของวัตถุดิบที่จะนำมาทำอาหารคลีน ผักและผลไม้ที่ปลอดสารพิษ เนื้อสัตว์ชนิดต่างๆที่สดและสะอาด ข้าวกล้องไม่ขัดสี และ ธัญพืชต่าง ๆ น้ำมันมะพร้าว หรือ น้ำมันมะกอก ซึ่งเป็นน้ำมันชนิดที่มีกรดไขมันชนิดดี ใช้แทนน้ำมันปาล์มได้เลย (แต่แอบราคาสูงกว่าพอควรเลย) และควรใช้ในปริมาณที่น้อย อีกทั้งในการปรุงอาหารไม่ควรปรุงให้อาหารคลีนของเรานั้นมีรสจัดจนเกินไป และ ในทุกๆมื้อควรจะมีสารอาหารในอาหารคลีนของเราให้ครบ 5 หมู่อีกด้วย ประโยชน์ของอาหารคลีน การทานอาหารคลีนแตกต่างจากอาหารทั่วไป เพราะต้องเลือกอาหารที่หลากหลายแต่เน้นความเป็นธรรมชาติ ไม่ผ่านการปรุงแต่งมากนัก ดังนั้นผู้ที่ทานอาหารคลีนจึงได้รับสารอาหาร และคุณค่าทางอาหารครบถ้วนสมบูรณ์มากกว่าอาหารทั่วไปที่ผ่านการปรุงแต่งมาก อีกทั้งยังช่วยให้ร่างกายไม่ได้รับสารปนเปื้อนจากอาหารอีกด้วย ดังนั้นอาหารคลีนจึงส่งผลดีต่อสุขภาพในระยะยาว ทั้งยังช่วยให้สุขภาพร่างกายแข็งแรง อาหารคลีนกับการลดน้ำหนัก อาหารคลีน เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกของคนอยากผอม เพราะนอกจากจะเป็นอาหารเพื่อสุขภาพแล้วยังช่วยลดน้ำหนักได้อีกด้วย ซึ่งถ้าเลือกทานอาหารคลีนในปริมาณที่เหมาะสม ควบคู่ไปกับการออกกำลังกายไปด้วย นอกจากจะช่วยลดน้ำหนักแล้ว ยังช่วยให้สุขภาพดีอีกด้วย นอกจากนี้อาหารคลีนยังเป็นอาหารที่อุดมไปด้วยไฟเบอร์ ซึ่งเป็นสารที่พบมากในอาหารที่ไม่ผ่านการขัดสี โดยมีส่วนช่วยให้ระบบขับถ่ายสามารถทำงานได้ดีนั่นเอง

วิธีลดน้ำหนักแบบธรรมชาติ

เวลาจะลดน้ำหนัก ลดความอ้วน แล้วหาสูตรที่ตรงใจไม่ได้สักที มันหงุดหงิดจริงๆ มาดูวิธีลดน้ำหนัก ตามธรรมชาติ ที่ไม่ได้ทำยากเย็น รับรองว่าถ้าทำได้ น้ำหนักคุณจะลดลง หุ่นสวยได้แบบไม่ต้องอดอาหารจนโทรม 1. ไม่กินข้าวมื้อเย็น ไม่ใช่ว่าเราจะให้อดมื้อเย็นไปซะทีเดียวนะคะ เพราะคุณสามารถทานอาหารพวกผักและผลไม้ได้ หลีกเลี่ยงอาหารพวกแป้ง อาหารทอด ควรทานพวกผลไม้ สลัดผักน้ำใส อาหารที่ย่อยง่ายมากกว่า จะช่วยให้นอนหลับสบายด้วย 2. งดเนื้อสัตว์ ไขมัน ข้าว ภายใน 1 สัปดาห์ เราควรเลือกสัก 1 วัน ในการงดกินพวกเนื้อสัตว์ ไขมัน ข้าว แล้วเปลี่ยนมากินพวกผลไม้หรือธัญพืชอย่างเดียวทั้งวัน เช่น มะละกอสุก กล้วย แอปเปิ้ล หรือถั่วต่างๆและไม่ควรกินผลไม้ที่่ให้พลังงานสูงอย่าง ทุเรียน หรือผลไม้ที่มีรสหวานจัดเกินไป 3. เคี้ยวอาหารช้าๆ การทานอาหารทุกมื้อแล้วเคี้ยวช้าๆ เคี้ยวให้ละเอียดจะช่วยให้เราอิ่มเร็วและทานได้น้อยลง ที่สำคัญคือ ควรจำไว้ว่าไม่ควรทานอาหารหลัง 6 โมงเย็นหรือช่วงดึกเป็นอันขาด เพราะกินตอนมืดๆ ค่ำๆ นี่แหละตัวการทำให้อ้วนแล้ว 4. ดื่มน้ำผลไม้ก่อนอาหาร ก่อนจะทานอาหารควรดื่มน้ำผลไม้หรือจะทานผลไม้สดๆ เลยก็ได้ ซึ่งการปฏิบัติแบบนี้จะช่วยให้เราอิ่มเร็วขึ้น ไม่กินเยอะเกินความจำเป็น และวิตามินในผลไม้ยังช่วยดูดซึมอาหารที่เราทานเข้าไปอีกด้วย 5. ออกกำลังกาย ข้อนี้ขาดไม่ได้เลย เพราะทานอาหารแล้วก็ต้องออกแรงให้ร่างกายเคลื่อนไหว เสียเหงื่อกันสักหน่อย ช่วยเผาผลาญไขมัน สุขภาพแข็งแรง และเป็นข้อสำคัญที่ช่วยให้คนลดน้ำหนัก หุ่นสวยได้อย่างใจ

6 วิธีลดน้ำหนักแบบไม่ต้องเสียเงิน

ปัญหาเรื่องความอ้วน ถือเป็นปัญหายอดฮิตที่ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ไม่มีใครอยากเจอ ซึ่งแน่นอนว่าทุกคนรู้ดี ถ้าไม่อยาก “อ้วน” ก็ต้องลดน้ำหนัก แต่สมัยนี้ ขนาดลดน้ำหนัก ลดการกิน ยังต้องใช้เงิน ทำเอาหลายคนเกิดอาการท้อใจไม่อยากลดกันแล้ว แต่จะให้ไม่ลดจริงๆ ก็ทนไม่ได้ หนักใจไปอีก แต่ก็มีวิธีทำเองได้ไม่ยาก แถมยังเหลือเงินให้เก็บอีกด้วยนะ มาดูกันมีวิธีไหนบ้างไปดูกัน 1.ปลูกผักเอง กินอร่อย มั่นใจ ปลอดภัยไม่มีสารเคมี 2.ทำอาหารด้วยตัวเอง รสชาติถูกปาก แคลอรี่ต่ำตามที่ต้องการ 3.งานบ้านอย่าเกี่ยง นี่แหละวิธีเผาผลาญแคลอรี่ที่คุ้มค่าการล้างจาน เผาพลาญแคลอรี่ได้ 63 kcal การกวาดบ้าน ถูบ้าน เช็ดกระจก เผาผลาญแคลอรี่ได้ตั้งแต่ 376-752 kcal การซักผ้าด้วยมือ เผาผลาญแคลอรี่ได้ตั้งแต่ 75-100 kcal การจัดเตียง เผาผลาญแคลอรี่ได้ 70 kcal การตัดหญ้าเผาผลาญแคลอรี่ได้ 135 kcal การล้างรถ เผาผลาญแคลอรี่ได้ 150 kcal 4.อย่าขี้เกียจ “เดิน” ไปไหนมาไหนด้วยการเดินบ้างก็ได้ ถ้าเดินช้าๆ เผาผลาญได้ 150 kcal ถ้าเดินด้วยความเร็วปกติ เผาผลาญได้ 300 kcal ถ้าเดินลงบันได เผาผลาญได้ 425 kcal 5.กาแฟไม่ต้อง โซดาไม่เอา น้ำเปล่าเท่านั้นพอ 6.ออกกำลังกาย on Youtube หาคลิปดีๆ ฟิตร่างกายที่บ้านไม่สิ้นเปลือง

วิธีลดน้ำหนักสำหรับคนอ้วนง่าย แต่น้ำหนักลงยาก

เป็นคนอ้วนง่ายแต่ผอมยาก จะต้องลดน้ำหนักยังไงให้ได้ในระดับที่พอใจ ลองมาเก็บสูตรลดความอ้วนของคนที่น้ำหนักขึ้นง่ายแต่ลงยากกันค่ะ บางคนอ้วนง่าย กินอะไรนิดหน่อยก็น้ำหนักขึ้น ดูมีน้ำมีนวลจนคนรอบข้างเห็นได้ชัดต้องทักให้รู้ตัว ทว่าบางคนกลับกินเท่าไรก็ไม่อ้วน น้ำหนักไม่เคยขึ้นให้รู้สึกถึงคำว่าอ้วนสักที นั่นแสดงให้เห็นเลยค่ะว่าปัจจัยในการอ้วนหรือผอมของแต่ละคนนั้นไม่เท่ากัน แม้ว่าจะใช้ชีวิตและกินอาหารเหมือน ๆ กันก็ตาม เพราะนอกจากพฤติกรรมการบริโภคหรือไลฟ์สไตล์แล้ว สิ่งที่กำหนดว่าเราจะอ้วนหรือผอมได้ง่ายหรือยากก็มีทั้งกรรมพันธุ์ การทำงานของต่อมไทรอยด์ หรือยีนบางตัวก็เช่นกัน ทั้งหมดนี้ส่งผลให้คนเราอ้วนหรือผอมต่างกันแม้จะใช้ชีวิตคล้าย ๆ กัน ทว่าหากรู้สึกว่าเราอ้วนขึ้นง่ายมากแต่ลดน้ำหนักยากเหลือเกิน ก็อย่าเพิ่งท้อใจค่ะ เพราะกระปุกดอทคอมมีวิธีลดน้ำหนักสำหรับคนอ้วนง่ายแต่ผอมยากมาให้ลองเปลี่ยนตัวเองดู 1. งดน้ำหวาน น้ำหวานไม่ว่าจะชา กาแฟ น้ำอัดลม น้ำหวานใส ๆ ทุกชนิดที่ไม่ใช่น้ำเปล่า งดให้หมดทุกสิ่งเลยค่ะ เพราะในแต่ละวันร่างกายเราได้รับน้ำตาลจากอาหารหรือผลไม้มากพออยู่แล้ว ดังนั้นการที่ดื่มน้ำหวานเพิ่มเข้าไปก็อาจทำให้มีปริมาณน้ำตาลสะสมในร่างกายมากเกินกว่าที่ระบบเผาผลาญจะกำจัดได้หมด ซึ่งก็แน่นอนว่าสิ่งที่จะตามมาก็คือความอ้วน และแม้จะเถียงว่านี่ก็ออกกำลังกายอย่างหนัก ออกกำลังกายอยู่เป็นประจำ แต่ถ้ายังดื้อดื่มน้ำหวานไม่เปลี่ยนด้วย ออกกำลังกายให้เหงื่อหมดตัวก็คงไม่ผอมง่าย ๆ แน่ 2. จำกัดของหวานสัปดาห์ละครั้ง การงดอาหารพาอ้วนซึ่งเป็นอาหารโปรดของเราอาจทำให้วันหนึ่งเกิดอาการโยโย่เอฟเฟกต์ขึ้นมาได้ ดังนั้นหากจะมี cheat meal ก็ขอจำกัดแค่สัปดาห์ละครั้งก็พอค่ะ แล้วพยายามกินอาหารเพื่อสุขภาพให้มากขึ้น เพื่อเป็นการฝึกทัศนคติของตัวเองในเรื่องอาหารการกินไปด้วยในตัว 3. พยายามทำอาหารกินเอง หัวใจของการลดน้ำหนักคือการพยายามควบคุมปริมาณแคลอรีในร่างกาย อธิบายง่าย ๆ คือเอาพลังงานออกให้มากกว่านำพลังงานเข้า ซึ่งก็คือการกินให้น้อยลงเพื่อให้ร่างกายได้รับแคลอรีที่น้อยลงตามไปด้วย ดังนั้นการทำอาหารกินเองจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับการควบคุมอาหารค่ะ เพราะเราจะสามารถเลือกวัตถุดิบ สารอาหาร เครื่องปรุง รสชาติ และความสะอาดเองได้ ดังนั้นหากอยากลดความอ้วนให้สำเร็จต้องขยันทำอาหารกินเองมากกว่าไปซื้ออาหารนอกบ้านกินนะคะ 4. ขยับให้บ่อยขึ้น ถ้าเรารู้ตัวว่ากินไปนิดเดียวก็อ้วนแล้ว เราก็ยิ่งต้องเปิดโอกาสให้ร่างกายได้ใช้พลังงานเยอะ ๆ เข้าไว้ ง่าย ๆ ก็แค่ขยับเคลื่อนไหวให้มากขึ้น บ่อยขึ้น เช่น ขึ้นบันไดแทนขึ้นลิฟต์หรือบันไดเลื่อน รวมไปถึงหมั่นเดินให้เยอะขึ้นในทุกโอกาส เพื่อเพิ่มการเผาผลาญให้มากขึ้นนั่นเอง 5. เวทเทรนนิ่งร่วมกับคาร์ดิโอ เวทเทรนนิ่งเป็นการออกกำลังกายสร้างกล้ามเนื้อ ซึ่งจะช่วยเพิ่มการเผาผลาญพลังงานในร่างกายมากขึ้นได้ โดยเฉพาะหากคุณคาร์ดิโอก่อนแล้วมาเวทเทรนนิ่งต่อ ก็จะช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบเผาผลาญมากขึ้นได้อย่างเต็มประสิทธิภาพเลยทีเดียว 6. ออกกำลังกายอย่างน้อย 45 นาที อย่าคิดแค่ว่าเหงื่อออกชุ่ม ๆ ก็เท่ากับได้เบิร์น เพราะบางคนออกกำลังกายแบบขอไปทีจริง ๆ ค่ะ แล้วอย่างนี้จะผอมตอนไหนกันล่ะเนอะ ดังนั้นถ้าอยากผอมอย่างมีสุขภาพดี ควรต้องออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งออกกำลังกายให้ได้อย่างน้อย 45 นาทีต่อเนื่องกันด้วย 7. ปรับเปลี่ยนวิธีออกกำลังกายบ้าง การออกกำลังกายแบบเดิม ๆ เป็นประจำ อาจเป็นการจำกัดขีดกำลังความสามารถในการเบิร์นพลังงานของร่างกายโดยที่เราไม่รู้ตัวค่ะ เช่น คนที่เคยเดินออกกำลังกาย 45 นาที ก็เดินอยู่อย่างนั้นเป็นปี ๆ น้ำหนักคงลงบ้างแต่ก็คงช้าหน่อย ฉะนั้นหากอยากให้ผอมเร็ว ๆ ควรปรับเปลี่ยนกิจกรรมออกกำลังกายให้มีความหลากหลาย เช่น จากเคยเดินก็ให้เริ่มจ๊อกกิ้ง เคยปั่นจักรยานก็มาว่ายน้ำ เคยเต้นคาร์ดิโอก็ลองมาชกมวยดูบ้าง หรือสลับคาร์ดิโอ เวทเทรนนิ่ง บอดี้เวท เซอร์กิตเทรนนิ่งวน ๆ ไป เพื่อเพิ่มศักยภาพในการออกกำลังกายและเพิ่มประสิทธิภาพในการเผาผลาญพลังงาน 8. ห้ามเครียด ความเครียดส่งผลต่อความอ้วนได้ค่อนข้างมากเลยทีเดียวค่ะ เพราะเมื่อเราเครียด โดยเฉพาะหากลดน้ำหนักแล้วน้ำหนักไม่ลงสักที ฮอร์โมนความเครียดที่ชื่อว่าคอร์ติซอลจะออกมาป่วนร่างกายเรา ทำให้เราอยากกินของหวานมากขึ้น อยากกินจุบกินจิบมากขึ้น ซึ่งก็เป็นอุปสรรคใหญ่แห่งการลดความอ้วนเลยนะ ดังนั้นพยายามอย่าไปสนใจตัวเลขบนตาชั่งน้ำหนักค่ะ แต่มุ่งมั่นคุมอาหารและออกกำลังกายอย่างถูกวิธีไปเรื่อย ๆ ที่สำคัญพยายามปล่อยวางเรื่องเครียด ๆ รอบตัวด้วยล่ะ    

วิธีลดน้ำหนักตั้งแต่ตื่น พร้อมเติมความสดชื่นยามเช้า

เชื่อไหมคะว่าเราสามารถทำสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ หลังจากตื่นนอนเพื่อช่วยในการลดน้ำหนักได้ และการที่ตื่นขึ้นมาพร้อมกับรู้ว่าเช้านี้จะได้หั่นแคลอรีไปอีกสักหน่อยมันก็ดีต่อใจน้อยซะเมื่อไรล่ะเนอะ ที่สำคัญกิจกรรมก่อนอาหารเช้าที่จะช่วยเราลดน้ำหนักได้มากขึ้นเหล่านี้ ยังมีส่วนช่วยกระตุ้นความรู้สึกสดชื่นหลังตื่นนอนให้เราได้อีกด้วยนะ อยากรู้แล้วใช่ไหมคะว่าหลังตื่นนอนเราจะทำอะไรเพื่อช่วยลดน้ำหนักได้บ้าง ก็ตามมาดูเลย 1. ตื่นเช้าทุกวัน แม้จะเป็นวันหยุดพักผ่อนก็อยากให้ตื่นเช้าเหมือนตอนไปทำงานหรือไปเรียนนะคะ เพราะการเข้านอนและตื่นนอนในเวลาเดิม ๆ ทุกวัน จะช่วยให้ระบบการทำงานภายในร่างกายเกิดความสมดุล โดยเฉพาะระบบเผาผลาญก็จะรู้เวลาตื่น เวลาที่ต้องทำงาน แต่ถ้าใครยังไม่ค่อยเชื่อ เราขออ้างงานวิจัยจากมหาวิทยาลัย Northwestern ที่บอกว่า คนที่ตื่นสาย ลุกจากเตียงประมาณ 10.30 น. เป็นต้นไป มีแนวโน้มจะโหยหาอาหารฟาสต์ฟู้ดมากขึ้น 2 เท่า และมีความอยากกินผัก-ผลไม้ อาหารเพื่อสุขภาพน้อยลงครึ่งหนึ่ง เมื่อเทียบกับคนที่ตื่นเช้ากว่า และตื่นในเวลาเดิม ๆ ทุกวัน อ้อ ! แต่ถ้าคิดง่าย ๆ การตื่นเช้าเราก็มีเวลาได้เคลื่อนไหวร่างกายมากขึ้น โอกาสในการเผาผลาญพลังงานของร่างก็มากขึ้นนั่นเอง 2. ดื่มน้ำทันทีที่ตื่นนอน ร่างกายที่หลับใหลไปกว่า 5 ชั่วโมงคงรู้สึกกระหายน้ำอยู่ไม่น้อย ดังนั้นสิ่งแรกที่ควรทำหลังจากตื่นนอนคือพุ่งไปยังตู้เย็นแล้วดื่มน้ำสัก 1 แก้วทันทีค่ะ เพื่อให้ร่างกายรู้สึกสดชื่นขึ้น เราก็จะตื่นได้เต็มตามากขึ้นหน่อย ๆ ด้วย นอกจากนี้ผลการศึกษาจากมหาวิทยาลัย Utha ก็ยังเผยผลวิจัยว่า กลุ่มอาสาสมัครที่ดื่มน้ำ 2 แก้วก่อนรับประทานอาหาร มีแนวโน้มลดน้ำหนักได้มากกว่ากลุ่มอาสมัครที่ไม่ได้ดื่มน้ำก่อนกินข้าวราว 30% เลยล่ะ 3. เดินไปรับแสงแดดอ่อน ๆ นาฬิกาชีวิตที่อยู่ในร่างกายของเราใช้แสงเป็นตัวกำหนดว่าจะตื่นหรือหลับ ดังนั้นการตื่นขึ้นมาแล้วได้รับแสงแดดอ่อน ๆ ฉาบไล้ร่างกายก็เท่ากับเป็นสัญญาณให้นาฬิกาชีวิตรู้ว่านี่คือเวลาเช้าแล้วนะ ระบบต่าง ๆ ในร่างกายก็จะตื่นตัวและเริ่มทำงานอย่างเต็มกำลังมากขึ้น ซึ่งจุดนี้ผลวิจัยที่ถูกตีพิมพ์ในวารสาร PLOS ONE ก็ยังบอกเพิ่มเติมด้วยว่า แสงแดดยามเช้าจะส่งซิกไปยังเมตาบอลิซึม กระตุ้นระบบเผาผลาญให้ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพมากขึ้นได้ โดยเขาอ้างจากผลการทดลองที่พบว่า คนที่ตื่นเช้ามาเจอกับแสงแดดมีดัชนีมวลกายหรือ BMI น้อยกว่ากลุ่มคนที่ตื่นขึ้นมาในห้องมืด ๆ 4. น้ำส้มแอปเปิลไซเดอร์สักช้อนโต๊ะก็ดี ผลการศึกษาในวารสาร Bioscience, Biotechnology, and Biochemistry เผยว่า กลุ่มอาสาสมัครที่ดื่มน้ำส้มแอปเปิลไซเดอร์ 1 ช้อนโต๊ะ โดยผสมกับน้ำอุ่น 1 แก้ว ติดต่อกัน 12 สัปดาห์ มีแนวโน้มลดน้ำหนักได้ดีกว่าคนที่ดื่มยาหลอก โดยเมื่อตรวจร่างกายก็พบว่า กลุ่มที่ดื่มแอปเปิลไซเดอร์มีดัชนีมวลกาย (BMI) ลดลง มีสัดส่วนไขมันลดลง รอบเอวเล็กลง และมีระดับไตรกลีเซอไรด์ลดลงด้วย ทั้งนี้ก็เพราะว่าสรรพคุณของน้ำส้มแอปเปิลไซเดอร์มีฤทธิ์เป็นกรด สามารถช่วยปรับสมดุลความดันโลหิต ลดระดับน้ำตาลในเลือด ควบคุมความอยากอาหารได้ดี หากกินเป็นประจำจะช่วยกระตุ้นการขับถ่ายด้วย เหมาะสำหรับคนธาตุหนัก ขับถ่ายยาก และอยากลดน้ำหนักมากเลยทีเดียว 5. ตบด้วยกาแฟดำ คาเฟอีนมีฤทธิ์กระตุ้นการตื่นตัวของร่างกาย ซึ่งนอกจากจะช่วยปลุกเราจากความงัวเงียแล้ว คาเฟอีนยังช่วยเพิ่มความอึดในการออกกำลังกายให้เราได้อีกด้วยนะคะ ยืนยันด้วยผลการทดลองกับนักกีฬากลุ่มหนึ่ง ซึ่งได้ดื่มกาแฟระหว่างที่ฝึกซ้อม และพบว่า นักกีฬากลุ่มที่ดื่มกาแฟจะสามารถฝึกซ้อมกีฬาได้นานขึ้น เรียกได้ว่ามีความอึดมากกว่าเดิมนั่นเอง โดยความคึกคักที่เกิดขึ้นจะมีระยะเวลาประมาณ 1 ชั่วโมงเท่านั้น แต่ทั้งนี้คนที่ไม่ดื่มกาแฟก็สามารถดื่มเป็นชาเขียวอุ่น ๆ สักแก้วแทนได้ เพราะในชาเขียวก็มีคาเฟอีนเหมือนกัน แถมยังมีสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยต้านอาการอักเสบได้อีกต่างหาก 6. ทำงานบ้าน ถ้าตื่นขึ้นมาแล้วและทำทุกข้อด้านบนหมดแล้ว ภารกิจต่อไปลองหางานบ้านทำสักหน่อยดีกว่า อาจจะซักผ้า รีดผ้า กวาดบ้าน หรือบางคนจะล้างห้องน้ำ ล้างรถก็ได้นะคะ เลือกทำสักกิจกรรมที่เวลาพอจะเอื้ออำนวย แค่นี้ก็ช่วยเบิร์นแคลอรีที่สะสมอยู่ในร่างกายได้มากขึ้นแล้ว 7. ออกกำลังกาย ถ้าไม่ใช่สายพ่อบ้าน แม่บ้าน งั้นแนะนำให้ออกกำลังกายก่อนกินอาหารเช้าเลยค่ะ เพราะการออกกำลังกายในขณะที่ร่างกายยังไม่ได้รับแคลอรีจากอาหารมากนัก จะช่วยให้ร่างกายดึงพลังงานสะสมออกมาใช้ได้มากขึ้น กระตุ้นการเบิร์นไขมันส่วนเกินในร่างกายเพิ่มขึ้นนั่นเอง ยืนยันข้อมูลโดย Robert Ferguson CEO บริษัท Diet Free Life บริการลดน้ำหนักในรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา – 10 คลิปท่าออกกำลังกายตอนเช้า 5 นาทีเบา ๆ ทำทุกวันก็ผอมได้ ! – 7 วัน 7 ท่า ออกกำลังกายตอนเช้าง่าย ๆ บนเตียง ! – 11 ท่าโยคะตอนเช้า ปลุกร่างกายให้ตื่น ฟื้นพลังให้เฟรช – ท่าออกกำลังกายลดหน้าท้อง 5 นาทีสั้น ๆ ฟิตบนเตียงทุกวัน หน้าท้องปังเลย ! (ท่าออกกำลังกายลดหน้าท้อง 5 นาทีสั้น ๆ ฟิตบนเตียงทุกวัน หน้าท้องปังเลย !)  

20 เรื่องเข้าใจผิด เกี่ยวกับการ ลดน้ำหนัก

1. ผู้หญิงเล่นเวทแล้วตัวจะใหญ่เหมือนผู้ชาย เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยากมาก เพราะผู้หญิง มีฮอร์โมน และโครงสร้างร่างกายที่ต่างจากผู้ชาย ( ที่เห็นหลายคนใหญ่ๆกินฮอร์โมนเพศชาย,กินเยอะและฝึกหนัก)   2. กินน้ำเยอะทำให้บวมน้ำ การบวมน้ำเกิดจากร่างกายขาดน้ำ จึงต้องกักเก็บน้ำไว้ในเซลล์ เพื่อให้ร่างกายไม่ขาดน้ำ จึงเป็นเหตุผลให้เราตัวบวม   3. กล้ามเนื้อเปลี่ยนเป็นไขมัน และไขมันเปลี่ยนเป็นกล้ามเนื้อ กล้ามเนื้อและไขมันคนละอย่างกัน ไม่มีอะไรเปลี่ยนเป็นอะไร มีแค่การแทนที่กัน ฉะนั้นควรจะมีการออกกำลังกายทั้งการคาดีโอเพื่อเผาพลาญไขมันและการเล่นเวทเพื่อสร้างกล้ามเนื้อ ไม่ควรเล่นเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น   4. ทานข้าวเย็นทำให้อ้วน ความอ้วนเกิดจากการทานอาหารเกินความจำเป็นของร่างกาย ไม่ได้เกิดจากการทานอาหารมื้อใดมื้อหนึ่ง ฉะนั้นทางที่ดีที่สุดคือทานให้ครบ 3 มื้อและมื้อเย็นควรจะห่างจากช่วงเวลาที่เราจะนอนก่อน 4 ชั่วโมงจะดีมากๆครับ ไม่รู้ว่าจะทานอะไรดี ลองมาดูอาหารลดน้ำหนักได้จากลิ้งนี้เลยนะครับ : อาหารลดน้ำหนัก   5. หลังออกกำลังกายไม่ควรทานอาหาร เพราะจะทำให้ร่างกายหยุดดึงพลังงานมาใช้ ร่างกายคนเรามีการใช้พลังงานตลอดเวลา แม้แต่ตอนเรานอนหลับ ร่างกายจะไม่ใช้พลังงานก็ต่อเมื่อเราตาย และที่สำคัญหลังออกกำลัง ประมาณ 20-30 นาที ควรทานอาหารที่มีประโยชน์ เพราะร่างกายอ่อนเพลียและต้องการสารอาหาร   6. เล่นเวท 2-4 สัปดาห์แรกตัวบวมขึ้น หมายถึง กล้ามเนื้อโตขึ้น หรืออ้วนขึ้น การที่ร่างกายดูบวมๆขึ้น เกิดจากช่วงแรกๆที่เราเริ่มเล่น ร่างกายยังไม่ชิน จึงเกิดการสะสม ของเหลว และสารอาหารไว้ในเซลลล์กล้ามเนื้อ เพื่อไว้เป็นพลังาน และซ่อมเเซมร่างกาย แต่เมื่อผ่านไปสักระยะร่างกายจะเริ่มปรับตัวได้ และเริ่มขับของเหลวออกมา ตัวเราจะจะบวมน้อยลง   7. อยากลดพุง ต้องซิตอัพทุกวัน การซิตอัพเป็นการสร้างความแข็งแรงของกล้ามท้อง ไม่ได้ช่วยให้ไขมันหายไป ถ้าจะลดไขมันต้องคาร์ดิโอ และทานอาหารให้เหมาะสม   8. วิ่งเสร็จห้ามนั่ง เดี่ยวก้นโต การที่กล้ามเนื้อจะโตได้ ต้องอาศัยแรงต้านจากภายนอกเข้ามาช่วยกระทำ บวกกับการพักผ่อนและอาหารที่เหมาะสม ไม่ได้เกิดจากการกดทับ (ถ้ามันโตได้จริง วิ่งเสร็จ มานอนทับแขนดีกว่าแขนจะได้โต ไม่ต้องยกเวทให้เหนื่อย)   9. ปั่นจักยานแล้วขาโต คล้ายๆกับข้อก่อนหน้านี้ กล้ามเนื้อจะโตได้ ต้องประกอบไปด้วย แรงต้าน อาหาร พักผ่อน ดั้งนั้นการปั่นจักยานไม่สามารถทำให้ขาโตได้ แต่จะทำให้ขาแน่น และกระชับขึ้น (การที่เห็นนักกีฬาแข่งจักยานขาโต เป็นเพราะเค้าฝึกเวทเทรนนิ่งควบคู่ไปด้วย เพื่อให้ขามีความแข็งแรงและทนทานมากขึ้น)   10. สาวๆ เล่นเวทแล้วหน้าอกโตๆ หน้าอกผู้หญิงจะประกอบไปด้วยไขมันเป็นส่วนใหญ่ ดั้งนั้นการฝึกเวทเพียงแค่ช่วยให้กระชับและแข็งแรงขึ้น (ถ้าอยากให้ใหญ่ต้องพบหมอ)   11. เจ็บแล้วต้องซ้ำ จริงมั้ย? การออกกำลังกายเป็นการทำลายกล้ามเนื้อ ดั้งเราจะต้องพักเพื่อให้ร่างกายได้มีการซ่อมแซม เพราะถ้าฝืนเล่นต่ออาจมีการบาดเจ็บเพิ่มขึ้น และร่างกายไม่มีการพัฒนา ดั้งนั้นเปลี่ยนไหม่ “เจ็บแล้วต้องพัก”   12. ยิ่งเหงื่อออกเยอะหมายถึง ไขมันก็ออกเยอะ ลดน้ำหนักได้เยอะ ไขมันก็คือ ไขมัน ส่วนเหงื่อเกิดจากอุณภูมิในร่างกายเพิ่มมากขึ้น ร่างกายจึงหาวิธีลดอุณภูมิลง โดยการขับน้ำออกทางผิวหนังแล้วกลายเป็นเหงื่ออย่างที่เราเห็น โดยเหงื่อจะไปกอบไปด้วย น้ำ เกลือแร่ วิตามิน แต่ที่น้ำหนักลดลงไปหลังจากเหงื่อออกเยอะๆ เป็นเพราะร่างกายเสียน้ำ ไม่ใช่ไขมันหายไป (ถ้าไขมันออกมาพร้อมเหงื่อ แนะนำให้ไปยืนตากแดดสักวัน ไม่ต้องออกกำลังกายให้เหนื่อย)   13. สามารถลดไขมันเฉพาะส่วนได้ เราไม่สามารถเลือกลดไขมัน ลดสัดส่วนเฉพาะที่ได้ เพราะการทำงานหรือออกกำลังแต่ละครั้ง ร่างกายจะใช้พลังงานจากทุกๆส่วน เพราะฉะนั้นเราต้องวางแผนในการลดน้ำหนักให้ได้ทั้งร่างและเลือกทานอาหารที่ดีครับ ถ้าสนใจวิดีโอที่จะช่วยให้คุณออกกำลังกายได้ทั้งร่างเลยหล่ะก็ ลองดูที่ลิ้งนี้ได้เลยนะครับ : วิดีโอออกกำลังกายลดน้ำหนัก   14. กินอาหารเสริมไม่จำเป็นต้องออกกำลังกายบ่อยก็เห็นผล อาหารเสริมเป็นแค่ตัวช่วยอย่างหนึ่ง ไม่ใชยาวิเศษ กินแล้วไม่ออกกำลังกาย ก็ไม่เกิดผล (แถมเปลืองเงินอีก) บางรายก็หลอกลวง อาหารเสริมไม่จำเป้นครับ ชื่อก้บอกอยู่ว่า อาหาร”เสริม” นั่นก็คือไม่จำเป็น หันมาทานอาหารดีๆเพื่อสุขภาพแล้วออกกำลังกายเอาดีกว่า เห็นผลดีกว่าเยอะครับ   15. ยาลดน้ำหนักกินแล้วช่วยลดไขมัน ชื่อก็บอกตรงตัวอยู่แล้วว่า “ยาลดน้ำ” หนัก ไม่ใช่ลดไขมัน การที่หลายๆทานแล้วน้ำหนักลดเป็นเพราะ ยาตัวนี้ไปกดประสาท ทำให้ไม่รู้สึกหิว หรือกินได้น้อยๆ แถมยังทำให้มีการขับถ่ายบ่อย น้ำหนักที่หายๆไปก็เป็น น้ำ และกล้ามเนื้อ มีไขมันน้อยมาก ( อ่านเเล้วอย่าให้โดนเค้าหลอกอีกละ)   16. การสร้างกล้ามเนื้อต้องทานแต่ อกไก่ และไข่ขาว การสร้างกล้ามเนื้อจำเป็นต้องอาศัยการทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ไม่ได้ทานแค่อย่างใดอย่างหนึ่ง ฉะนั้นถ้าอยากได้กล้ามและลดน้ำหนักได้ต้องทานสารอาหารให้ครบ 5 หมู่นะครับ   17. โซเดียมไม่มีประโยชน์ ไม่ต้องทานก็ได้ โซเดียวมีหน้าที่รักษาความสมดุลของของเหลวในร่างกาย รักษาความดันโลหิตให้ปกติ ช่วยในการทำงานของประสาท และกล้ามเนื้อ เพราะฉะนั้นทานได้แต่ในบริมาณที่เหมาะสม   18. กินไก่ ทำให้เป็นโรคเก๊าท์ โรคเก๊าท์เกิดจากการมีกรดยูริกสะสมบริมาณข้อต่อต่างๆ ในปริมาณที่มากกว่าปกติ “การทานไก่ไม่ได้ทำให้คนปกติเป็นเก๊าท์” แต่การทานไก่จะมีผลต่อคนที่เป็นโรคเก๊าท์อยู่แล้ว   19. นักเพาะกายที่ขึ้นประกวดบนเวที สามารถมีร่างกายที่ลีนและกล้ามเนื้อชัดแบบนั้นไปตลอดได้ สำหรับนักกีฬาเพาะกายแล้วเค้าจะมีช่วงที่ลดน้ำหนัก และช่วงที่สร้างกล้ามเนื้อ และการที่เราเห็นเค้ามีกล้ามชัดๆสวยๆ นั้นคือช่วงที่ร่างกายอ่อนล้า และเพลียมาก เพราะขาดทั้งน้ำ ทั้งแป้ง และยังมี%ไขมันที่ต่ำมาก ดังนั้นร่างกายคนเราไม่สามารถที่จะอยู่ในภาวะแบบนั้นไปนานๆได้ หลังประกวดเสร็จทุกคนก็จะเข้าสู่โหมดกิน.. แต่ขอนับถือในความพยายาม และความตั้งใจของนักเพาะกายทุกคน..สุดยอดมากๆ   20. เล่นเวทแล้วไม่ปวด แสดงว่าไม่ได้ผล กล้ามไม่โต อาการปวดของกล้ามเนื้อ เกิดขึ้นจากการฉีกขาดภายในเส้นใยของกล้ามเนื้อ เนื่องจากร่างกายของเราไม่ชินกับกิจกรรรมที่ทำ เช่น น้ำหนัก การฝึก หรือรูปแบบของการออกำลังกาย แต่ไม่ได้เป็นตัวกำหนดว่ากล้ามจะโต เพราะปัจจัยหลักๆของการพัฒนากล้ามเนื้อ คือ การฝึก อาหาร และการพักผ่อนที่เหมาะสม เพราะฉะนั้นเล่นเเล้วไม่ปวดไม่ต้องนอย เอาแค่ ตอนฝึกบังคับกล้ามเนื้อที่ฝึกให้ได้ ใช้น้ำหนักที่เหมาะสม กินให้ถึง นอนให้พอ

3 วิธี เพิ่มความหนักหน่วงให้การออกกำลังกาย ลดน้ำหนัก ง่าย ๆ แค่นี้

ลดน้ำหนักงั้นเหรอ?? รู้มั้ยกว่าที่ไขมันรอบตัวเราจะเพิ่มขึ้นมาจนเห็นเป็นห่วงยางชัดเจนขนาดนี้ มันยังใช้เวลาตั้งเป็นสิบ ๆ ปีเลยนะครับ การออกกำลังกายเพื่อจะลดน้ำหนักลงมาให้ได้เท่าเดิมก็ต้องใช้เวลาเช่นกัน แต่สำหรับใครที่ออกกำลังกายอยู่ประจำสม่ำเสมอจนรู้สึกว่าน้ำหนักมันไม่ลดลงไปกว่าเดิมแล้วล่ะก็ เรามาลองดู 3 เคล็ดลับง่าย ๆ ที่จะช่วยเพิ่มความหนักหน่วง ทำให้การออกกำลังกายของคุณมีประสิทธิภาพมากขึ้นกันดีกว่า จะมีวิธีอะไรบ้างนั้น ตามไปดูกันเลย สำหรับใครที่ยังไม่เคยเล่นเวทเทรนนิ่งเลย ลองตามไปอ่านบทความนี้ก่อนนะ : วิธีลดน้ำหนัก สูตรของเราที่ทำแล้วได้ผลแน่นอน   เพิ่มจำนวนวัน มันกันล่ะงานนี้ อันดับแรกเลยถ้าเราอยากเสริมความฟิตให้ร่างกาย หรืออยากลดน้ำหนักให้ได้ไวขึ้น ก็ต้องเพิ่มวันออกกำลังกายกันก่อน องค์การอนามัยโลกเค้าแนะนำให้ออกกำลังกายอย่างน้อยอาทิตย์ละ 5 วันอยู่แล้วครับ แต่ปกติคนออกกำลังกายหรือลดน้ำหนักทั่วไปก็จะทำกันแค่ 3-4 วันเท่านั้น เพราะเพิ่งเริ่มต้นใหม่ ๆ ก็ไม่อยากให้ร่างกายรับภาระหนัก แต่ถ้าออกกำลังกายจนชินแล้วล่ะก็ เพิ่มจำนวนวันเป็น 5-6 วันไปเลย เพิ่มเวลา ลดน้ำหนัก พาให้ร่างกายฟิตขึ้นกว่าเดิม ถ้ารู้สึกว่าการเพิ่มวันมันจะหนักหนาเกินไป อยากมีวันพักผ่อนสบายใจเยอะ ๆ หน่อย ก็เพิ่มเวลามันไปเลยแล้วกัน จากปกติที่เราออกกำลังกาย 3-4 วัน/สัปดาห์ ครั้งละ 20-40 นาที ถ้าอยากให้หุ่นดีขึ้น น้ำหนักลดลงไว ๆ ก็อาจเพิ่มความหนักหน่วงของการออกกำลังกายลงไปโดยเพิ่มระยะเวลาแทน เริ่มจากเพิ่มทีละ 2 นาที 3 นาที 4 นาที ไปเรื่อย ๆ ในแต่ละสัปดาห์ ร่างกายจะได้ปรับตัวได้ทัน ไม่เป็นอันตรายในระยะยาวด้วยครับ เพิ่มความเร็ว เพิ่มความหนัก ดักจับหุ่นดีในอนาคต ถ้ารู้สึกว่าเพิ่มวันออกกำลังกายมันเหนื่อยเกินไป เพิ่มเวลาออกกำลังกายมันก็กินเวลามากไปอีก งั้นเพิ่มความเร็ว เพิ่มความหนักหน่วงให้การออกกำลังกายซะเลย วิธีนี้แหละเหมาะกับคุณที่สุดแล้ว ไหน ๆ ก็อยากฟิตหุ่นให้ดีขึ้น ลดน้ำหนักให้ไวลง ก็ต้องใช้วิธีนี้แหละ ลองเพิ่มน้ำหนักของดัมเบล เพิ่มจำนวนครั้งในการซิตอัพ หรือวิ่งให้ไวขึ้นกว่าเดิม แค่นี้ก็จะทำให้เรามีรูปร่างที่ฟิตปั๋ง ร่างกายแข็งแรง แถมลดน้ำหนักได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องเสียเวลาเพิ่มเติมแต่อย่างใดแล้วล่ะครับ